กลุ่มทีม A-Le’ Paint (เอ-เลอ-เพนท์) เป็นทีมสอนความถนัดทางสถาปัตยกรรม
ซึ่งเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ พี่นัน-นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ และ
พี่เอก-เอกรัตน์ วรินทรา ตั้งแต่ ปี 2547 ด้วยปณิธาณที่เรายึดถือเสมอมาว่า เราสอนด้วยความตั้งใจ และรักในสถาปัตยกรรมและต้องการพัฒนาคุณภาพ ของวิชาชีพสถาปัตยกรรมให้มี มาตรฐานที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป

เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คุณภาพของทีมเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนการสอนของที่นี่จึงเน้นทีม ที่มีความชำนาญเฉพาะทางดูแลน้องๆ ทุกคน เป็นเพื่อน เป็นพี่ที่ให้คำปรึกษาได้ทุกๆ ปัญหา โดย
และจุดประสงค์ของการสร้าง Website นี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะเป็นบ้านเล็กๆ ของเราเหล่าชุมชน A-Le’ Paint ชุมชนเล็กๆ ที่เราจะแบ่งปัน ความรู้ทางการออกแบบ, ประสบการณ์ และเกาะติดข่าวคราว ในแวดวงสถาปัตกรรมเป็นหลัก และหากว่าใครเพิ่งเปิดเข้ามาเจอ Website นี้ เราก็ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่บ้าน A-Le’ Paint แห่งนี้ครับ น้องๆ สามารถสมัคร และเข้ารวมพูดคุย แสดงความคิดเห็นกันได้ตามอัธยาศัย หรือหากต้องการส่งงาน เพื่อให้วิจารณ์และแก้ไข เราก็เต็มใจ และยินดีให้คำแนะนำ แก่ทุกคนอย่างเต็มที่ครับ

ยินดีต้อนรับสู่บ้าน เอ-เลอ-เพนท์ (บ้านช้างน้อย) ครับ
พี่ๆ ทีมงาน


  • low income car insurance Hudson WI payless auto insurance Yuba City CA look auto insurance Staten Island NY cheapest auto insurance Flushing NY [โดย : Caro วันที่ : 19-08-2017 ]
  • list of auto insurances in Pawtucket RI [โดย : Coralyn วันที่ : 18-08-2017 ]
  • สวัสดีครับ ตอนนี้ผมเรียนอยู่ ม.5 เทอม 1 แล้ว เรียนอยู่สายวิทย์คณิต แต่ไม่ค่อยแข็งเรื่องฟิสิกส์กับเลขเท่าไหร่ครับ การวาดพวกคน รถ สถานที่ยังพอถูๆ ไถๆ ไปได้ณ ตอนนี้ เตรียมตัวทันไหมครับ [โดย : ธนพล สุริยะโชติตระกูล วันที่ : 08-08-2017 ]
  • ทันแน่นอนครับ

    ติวความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์- พฤศจิกายน 2560.
    ทั้งการสอบตรง,โควต้าและ PAT4
    เริ่มต้นเรียนทุกวันอาทิตย์
    เริ่มต้น วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. นี้

    โดยที่ตารางเรียนคอร์สพื้นฐาน
    ราคาคอร์สละ 3600 บาท ต่อการเรียน 36 ชั่วโมง
    (เรียนทุกๆวันอาทิตย์)
    ตาราง Basic Course ของ Course เดือนพฤษภาคม 2560.
    ครั้งที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 3 วันอาทิตย์ที่ 03 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 5 วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 6 วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00


    ซึ่งพอเรียนจบคอร์สดังกล่าวแล้ว น้องๆสามารถเลือกเรียน
    คอร์ส Advance ได้ต่อเนื่องเลยทันที ในวันและเวลาเดียวกัน
    โดยที่ราคาค่าเรียนเท่ากันคือ 3600 บาทต่อการเรียน 36ชั่วโมงครับ
    โดยชำระพร้อมกันทั้งห้อง
    ถ้าเกิดว่าขาดเรียนครั้งไหน สามารถหาวันลงชดเชยได้เพื่อตามเนื้อหาเพื่อนๆได้ทัน

    ทางเราจะรับจองเฉพาะน้องที่ชำระเงิน 3600 บาทแรกเท่านั้นครับ
    เพื่อเป็นการยืนยันว่า อยากเรียนจริงๆ เพราะที่นั่งเรามีจำกัด
    ส่วนวิธีการชำระเงิน
    มี 2 ทางครับ คือเดินมาชำระเงินสดที่สถาบันได้เลย หรือ
    โดยการโอนบัญชีทางธนาคาร
    บัญชีใดก็ได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาสำนักพหลโยธิน
    บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี : นายเอกรัตน์ วรินทรา และ นาย นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
    เลขที่บัญชี : 799-2-72551-2

    โดยกรณีที่ชำระเงินทางธนาคาร รบกวนถ่ายรูปใบเสร็จ
    หรือแคปหน้าจอ หลักฐานการโอนเงินเข้ามาที่ Line id: alepaint
    จากนั้นพิมพ์ ชื่อ นามสกุล พร้อมกับเบอร์โทรประกอบการจอง
    เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

    อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนที่นี่ใช้แค่ ดินสอ2B พร้อมกระดาษA4 ประมาณ20แผ่นครับ
    ส่วนเรื่องของสี หรือว่าอุปกรณ์ในการเรียนต่างๆที่มากกว่านั้น
    อันนี้เดี๋ยวเรียนๆไปแล้วพี่จะแนะนำให้ค่อยๆซื้อเป็นรายๆไปนะครับ
    เพราะจะได้ซื้อที่ตรงกับที่จะเรียนจริงๆครับ

    ขอบคุณครับ

    A Le Paint :)
  • ผมจะเปิดเทอมแล้ว เลยอยากถามว่า ส่วนใหญ่งานแรกๆที่อาจารย์ชอบสั่งจะเป็นแบบไหนครับ อยากรู้รายละเอียด [โดย : หมวกฟาง วันที่ : 05-08-2017 ]
  • ตอนนี้กำลังจะขึ้นปี 1 สถาปัตย์ธรรมศาสตร์ จริงๆความคาดหวังในใจคือสถาปัตย์จุฬา แต่คะแนนน้อย ไปไม่ถึงค่ะ เลยตัดสินใจจะสู้อีกสักตั้งเพื่อจุฬาค่ะ อยากถามพี่นันว่าหนูตัดสินใจได้ดีมั้ยคะ? แล้วสถาปัตย์ธรรมศาสตร์ในแวดวงสถาปนิกถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคหรือไม่คะ? [โดย : frnb วันที่ : 01-08-2017 ]
  • เวลาที่เราจะสอบเข้ามหาลันไหนแล้ว พอจุดหมายปลายทางไม่ได้เป็นสถาบันที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก มันจะมีกำแพงขึ้นมาก่อนเลยครับ กำแพงที่ว่านี้คือ มันเหมือนกับเราอยากได้ของที่เราอยากได้ซึ่งเป็นยี่ห้อหนึ่งที่เราฝังใจมาตลอดว่ามันสวยและชอบ แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะหมดไปในท้องตลาด หรือว่าเงินที่เรามีอยู่อาจจะไม่พอ ซึ่งทางออกมันก็มีอยู่ง่ายๆคือ ตัดใจจากมันแล้วใช้ในสิ่งที่เราได้มา มันก็สามารถใส่ของได้เหมือนกัน เพียงแต่ช่วงแรกๆนั้นมันอาจจะไม่สุดในความรู้สึกเท่านั้นเอง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้ว อาจจะเปิดใจอยู่กับมันไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นความผูกพันขึ้นมาก็ได้ มันก็เป็นของชิ้นที่เกิดคุณค่าขึ้นมาได้ครับ

    ในทางกลับกัน ถ้าเกิดว่าเราเลือกที่จะไม่เอากระเป๋าใบที่หามาได้ในตอนนี้แล้วเลือกที่จะเดินหน้าเก็บเงินหรือพยายามหามันมาให้ได้ในอนาคต ต้องอย่าลืมนะครับว่าเรากำลังจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”

    ซึ่งเวลาที่เราเสียไปนั้น อาจจะทำให้เราได้มันมาหรือไม่ได้ก็ได้ เพราะเราอาจจะเก็บเงินไปไม่ถึง แม้ตั้งใจแล้วเต็มที่แต่วันที่จะซื้อมีเหตุให้ต้องเสียเงินไปใช้ในทางอื่นโดยที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มันมา ก็ประมาณว่าต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ อันนี้คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นครับ

    ซึ่งหลายๆคนพอมาถึงทางแยก แน่นอนว่าที่บ้านเราต้องเลือกให้เราเอามหาลัยที่น้องสอบได้เอาไว้ก่อน แล้วจากนั้นค่อยหาช่วงเวลาเข้ามาสอบใหม่ก็ได้

    ปัญหาที่น้องถามพี่มานี้ เป็นปัญหาระดับชาติของคนที่ไปไม่สุดครับ คนนอกที่เขาไม่ติดอะไรเลยอาจจะฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่า ก็เรียนๆไปนั่นแหละ ทำไมต้องมาเรื่องมากด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเกิดว่าติดมหาลัยที่ไม่ต้องการที่จะเรียนแล้วไม่ชอบจริงๆ อารมณ์มันให้เหมือนการที่สอบไม่ติดเหมือนกันนะครับ

    อย่างแรกเลยถ้าเกิดว่าเป็นพี่นะ พี่จะสำรวจตัวเองก่อนครับว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้ชอบมหาลัยที่เราติดขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วที่ว่าไม่ชอบนั้นเราไม่ชอบมันเพราะอะไร ไม่ชอบเพราะว่าเรากลัวว่าจะเป็นมหาลัยที่จบมาแล้วหางานได้ยากในอนาคตรึเปล่า หรือเป็นเพราะว่าเราเข้าไปเดินในมหาลัยนั้นแล้ว เราไม่ชอบในบรรยากาศ อาคารเรียนจริงๆหรือไม่ถูกโฉลกกับอาจารย์ที่เดินอยู่ในคณะ

    ส่วนเรื่องของค่าเทอมพี่ตัดออกไปก่อนนะครับ เพราะว่าน้องน่าจะรู้อยู่ก่อนที่จะเลือกอยู่แล้วล่ะว่าค่าเทอมที่น้องจะเข้าไปเรียนนั้นเท่าไหร่ แล้วน้องรับได้แค่ไหน เพราะถ้าเกิดว่าน้องเลือกมันก็แสดงว่าสามารถรับมือกับค่าเทอมที่แตกต่างได้ประมาณหนึ่งแล้วล่ะครับ

    อีกเรื่องที่หลายคนเป็นก็คือเรื่องของการเดินทางในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน เพราะว่าอาจจะต้องไปอยู่หอพัก เนื่องจากการเดินทางเข้ามาเรียนในทุกวันนั้น ถ้าเกิดว่าบ้านอยู่ไกลเกินไป ก็ต้องเข้ามาอยู่หอพัก คราวนี้สภาพแวดล้อมบริเวณหอพักก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยที่ทำให้ไม่ได้อยากไปเรียน

    ซึ่งถ้าเกิดว่าเราไม่โอเคกับข้างต้นที่พี่บอกว่าแล้ว โอกาสที่เราจะต้องมาสอบใหม่โดยที่ไม่ต้องเริ่มเรียนก็อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่เท่าที่พี่มองนะครับ มหาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นอีกมหาลัยที่ดีเหมือนกัน (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์)

    แต่ที่อาจจะมีเสน่ห์น้อยกว่าหลายๆสถาบันก็อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ไกลต้องไปเรียนถึงรังสิต อีกทั้งด้วยระดับค่าเทอมที่แพงกว่าชาวบ้านเขา ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเรียนนั้นค่อนข้างสูงขึ้นมาก และตัวคณะเองนั้นก็มีประวัติความเป็นมาที่น้อยกว่าหลายๆมหาลัยที่น้องฝันที่จะเข้าด้วย

    ถ้าเกิดว่าเราไม่มองตรงนี้ล่ะ มองไปที่ตัวหลักสูตรและพร้อมที่จะตั้งใจเรียนเต็มที่ พี่ว่าคนที่จบจากธรรมศาสตร์เป็นอะไรที่โอเคเหมือนกันนะครับ พี่ว่าพอทุกคนที่เรียนผ่านการเคี่ยวกรำมาหลายๆปี เริ่มมีทักษะต่างๆที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมาได้ ที่เหลือมันคือตัวเราเองแล้วล่ะครับ

    โอเคครับพี่เองก็ยอมรับว่าตัวสถาบันเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างอยู่เหมือนกัน เพราะยังไงแล้วมหาลัยที่มีชื่อ ย่อมมีความได้เปรียบเรื่องภาพลักษณ์เมื่อเราเรียนจบมามากกว่าครับ แต่ถ้าเราลองมองกลับไปอีกมุมดูล่ะครับ มุมที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเราเองด้วยว่าเราจะเจ๋งแค่ไหน เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดมันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราเป็นคนที่ขยัน พัฒนาตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ตามมาคือ

    “มหาลัยจะไม่ได้สร้างชื่อให้กับเรา เราจะเป็นคนสร้างชื่อให้กับมหาลัยเอง”

    พอปรับเปลี่ยนวิธีการคิดขึ้นมา ทุกอย่างมันก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเยอะเลย ก้อนหินที่เราแบกไว้ที่ชื่อ “แบรนด์มหาลัย” จะถูกยกออกไปทันที แล้วสิ่งที่ตามมาคือ ท้องฟ้าจะโปร่งใสครับ

    คิดได้อย่างนั้นแล้ว พี่ก็จะเข้าไปเริ่มเรียนที่ธรรมศาสตร์ไปก่อน แต่ต้องเข้าไปเริ่มเรียนด้วยมุมมองและทัศนคติที่ดีนะครับ ลองเปิดใจดูนะครับ การเปิดใจนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเกิดว่าเราไม่เปิดใจแล้ว พี่ว่าไม่ต้องเริ่มต้นไปเรียนจะดีกว่าครับ อคติจะตามมาล้วนๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นเหตุผลกับความเป็นจริงมันจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกันแล้วครับ

    ช่วงแรกๆเราอาจจะเปิดใจในเรื่องของหลักสูตรดูก่อนครับ ส่วนเรื่องสังคมเพื่อนๆนั้น จริงๆแล้วพี่ก็อยากให้ลองเปิดใจดูเหมือนกันนะครับ ลองแง้มๆดูก็ได้ครับ แบบว่าไม่ต้องเปิดเข้ามาหมดขนาดนั้นครับ ลองดูว่ามันเข้ากับวิถีของเราได้ไหม แต่อาจจะไม่ต้องถึงกับว่าเพื่อนๆเหล่านั้นต้องมามีพฤติกรรมหรือการเที่ยวการใช้ชีวิตเหมือนกับเราเลยนะครับ เพราะถึงแม้ว่าเป็นจุฬาฯเอง พี่ก็คิดว่าไม่มีทางที่ใครจะมาเป็นเหมือนใครแน่นอนครับ

    พอเราเริ่มเปิดใจ แล้วใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ 1-2 เดือน ซึ่งระหว่างนั้น เราอาจจะลองคอยแบ่งเวลาเพื่อจะเตรียมตัวในการสอบเข้ามหาลัยครั้งหน้าไปด้วยก็ได้ โดยที่อาจจะลองนั่งเขียน Timeline ในเรื่องของการเตรียมตัวในเรื่องต่างๆครับว่า เราต้องเตรียมอะไรบ้างในช่วงเวลาเท่าไร เรื่องนี้ต้องอ่านจบในช่วงเวลาเท่าไร อะไรประมาณนั้น

    แล้วจากนั้นเราก็ใช้ชีวิตเด็กปี1 ไปด้วย แต่เราต้องรู้ตัวเองตลอดนะครับว่า การเที่ยวนั้นจะต้องลดลงเพราะเรากำลังทำอะไร 2 อย่างในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ทุกอย่างที่ทำต้องแลกมาด้วยเวลาที่หายไปเสมอ สำหรับพี่แล้วก็น่าจะเป้นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความอดทนสูงอยู่เหมือนกัน เหมือนกับเรากำลังคบคน 2 คน มันแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย ต้องมานั่งสับรางเต็มไปหมด

    จากนั้น ถ้าเกิดว่าเราผ่านช่วงเวลารับน้องไปได้ ต้องย้ำนะครับว่า “ช่วงเวลารับน้อง” เพราะแต่ละมหาลัยนั้น ส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลารับน้องอยู่ที่ประมาณ 1-2 เดือนแรกที่เปิดเทอม ที่พี่บอกว่าช่วงเวลารับน้องก็เพราะว่าช่วงเวลานี้มันจะเกิดความยากลำบากขึ้นพอสมควรเลยครับ

    การเรียนจะไม่ใช่แค่ว่าไปเรียนแล้วทำงานส่งอาจารย์หลังจากการเรียนในห้องจบลงเท่านั้น แต่นั่นจะมีพวกกิจกรรมที่ต้องรับน้องอยู่หลังเลิกเรียนด้วย ก็เป็นกิจกรรมที่เป็นประเพณีเพื่อให้รุ่นพี่นั้นได้มาทำความรู้จักกับรุ่นน้อง ซึ่งทุกที่ทุกคณะต่างมีกันทั้งนั้น คราวนี้มันก็จะยิ่งไปรบกวนช่วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวในการสอบครั้งใหม่เข้าไปอีก เพราะลำพังการทำกิจกรรมตรงนี้เสร็จแล้ว แล้วเรารีบกลับมาที่บ้านเพื่อที่จะทำงานส่งอาจารย์ให้ได้นั้นมันก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควรอยู่แล้ว

    ถ้าให้แนะนำวิธีที่จะผ่านไปได้ ก็คงต้อง “ลด” การเข้ากิจกรรมรับน้องไปหน่อยน่ะครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าเลยนะครับ เพราะว่าอย่างที่ว่าถ้าเกิดว่าน้องต้องการอยู่ที่ธรรมศาสตร์ต่อไปนั้น บางทีกิจกรรมนี้มันก็ช่วงเพิ่มมิติให้กับชีวิตของน้องเหมือนกันนะครับ บางทีกิจกรรมนี้เมื่อเราเดินทางไปสุดทางของมันแล้ว มันอาจจะนำพาให้เรารักธรรมศาสตร์ขึ้นมาก็ได้ครับ

    พอผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แล้ว น้องอาจจะลองถามตัวเองอีกครั้งครับว่า สภาพแวดล้อมที่น้องอยู่นั้น น้องโอเคที่จะอยู่กัยมันรึเปล่า พอถึงช่วงเวลานั้น ถ้าเกิดว่าน้องยังไม่โอเค พี่ก็คิดว่าเป็นการดีที่จะออกมาเริ่มลุยเตรียมตัวเข้าสอบแบบเต็มที่ได้เลยครับ
  • ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ม.4ค่ะ อยากให้พี่แนะนำหน่อยว่าถ้าเราอยากเรียนสถาปัตย์แต่ไม่มั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ใช่รึเปล่า พี่จะทำยังไงหรอค่ะ คือแบบใจนึงรู้สึกว่ามันใช่แน่ๆ แต่อีกใจก็แบบจะใช่จริงหรอ [โดย : กุลสตรี สระทอง วันที่ : 06-07-2017 ]
  • ความไม่แน่ใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้นั้น มันจะมีมาเสมอล่ะครับ ยิ่งช่วงหลังๆมานี่ ยิ่งมีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาบนโลกนี้ ทำให้เราเริ่มลังเลละว่าสิ่งที่เราเลือกเรียนนั้น ในตอนนี้มันยังใช่อยู่ แต่ถ้าในอนาคตล่ะ มันจะยังใช่อยู่หรือไม่


    ถ้าเป็นสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว พี่อาจจะแนะนำว่าถ้าเกิดว่าอยากเรียนสถาปัตย์ล่ะก็ น้องอาจจะต้องมีความรักกับมันและอยากเป็นสถาปนิกในอนาคต แต่พอมาเข้าสู่ยุคสมัยนี้แล้ว ความรู้มันไม่ได้เฉพาะเจาะจงขนาดนั้นครับ ความรู้ที่เรามีนั้นมันสามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์เข้าสู่อาชีพต่างๆได้ ขอแค่มีพลังความคิดสร้างสรรค์และพื้นฐานระบบความคิดที่ดีการต่อยอดในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องยาก

    การที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นั้นได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมคลายนั้น อย่างแรกเลยคือ ด้วยความที่คณะนี้มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบ เกี่ยวข้องกับความงามที่หลายคนสามารถเข้าถึงมันได้ เพราะว่ามีพื้นฐานมาจากความเป็นที่อยู่อาศัย เพราะแน่นอนว่าทุกคนย่อมมีบ้านที่ตัวเองอยู่ มีห้องนอนที่เราเองไม่ได้ออกแบบเอาไว้ ทุกอย่างที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ มันทำให้เราคุ้นเคย ทำให้เราเข้าถึงการที่ถ้าเกิดว่าเราจะต้องออกแบบมันใหม่ขึ้นมา เราก็มีพื้นฐานในการใช้งานของมันมาอยู่แล้ว

    แล้วทุกคนก็ต้องมีบ้าน มีที่ทำงาน มีที่ให้ไปเดินเล่นท่องเที่ยวต่างๆ ดังนั้น ความเป็นสถาปัตยกรรมมันก็เลยอยู่กับวิถีชีวิตคู่กันกับความเป็นมนุษย์มาอยู่แล้ว การงานที่มีในอนาคตมันย่อมมีอยู่เยอะเป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่มนุษย์อย่างเราๆยังต้องการที่อยู่อาศัยและการเปลี่ยนแปลง มันก็เลยเป็นสิ่งที่น้องหลายคนสามารถเลือกได้โดยที่ไม่ได้ถูกที่บ้านห้ามปรามเรื่องของอาชีพการงานในอนาคตเท่าไรนัก

    จริงๆก็มีบ้างบางครอบครัวอยู่เหมือนกันที่ห้ามลูกเรียนสถาปัตย์ แต่นั่นหมายความว่าอาจจะตั้งใจให้ลูกของตัวเองเรียนหมอ หรือสาขาการเรียนที่มันตรงกับที่บ้านที่ทำงานอยู่เพื่อสืบต่อธุิจอะไรประมาณนี้ครับ

    หรืออีกอย่างก็คือ ไม่ได้มีความรู้ว่าอาชีพนี้คืออะไร เห็นในเน็ตเขาเขียนๆกันว่ามันตกงาน งานมันหนัก เงินไม่ดีอะไรประมาณนั้น ก็เลยเน้นให้ลูกตัวเองเรียนอะไรที่มันชัวร์ๆไปเลยดีกว่า ครอบครัวประเภทที่คิดอย่างนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน แต่วันเวลายิ่งผ่านไป ครอบครัวที่คิดแบบนี้ก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆครับ

    อย่างที่สองถัดมาที่ทำให้สถาปัตย์ได้รับความนิยมคือ “สังคม” และคำว่า “เพื่อน” พี่เองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนที่สอบเข้าคณะนี้ถึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงกันทุกคน เข้าใจว่าด้วยระบบการเรียนที่เน้นให้มีความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเองนะ เพียงแต่ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ก่อนที่จะเข้าเรียนเสียด้วยซ้ำไป และก็ไม่รู้ว่าความฮาและความตลกซึ่งเป็นเสน่ห์ของคณะนี้นั้นจุดเริ่มต้นมาจากที่ใด

    เพราะว่าแต่ละช่วงอายุก็มักจะมีไอดอลเป็นของตัวเองในการเข้าคณะนี้เสมอ หรือบางคนเข้าคณะนี้นั้นไม่ได้เข้ามาเพื่อเรียนแล้วเอาวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพสถาปนิกด้วยซ้ำ แต่เข้ามาเพื่อจุดประสงค์ว่าอยากทำงานในวงการบันเทิงก็มีเยอะครับ


    อย่างเพื่อนสนิทของพี่เองสมัยที่เรียนอยู่ เลือกที่จะเข้าเรียนคณะนี้ก็เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาเล่นละครเวที อะไรทำนองนี้ ซึ่งตอนที่เรียนนั้น ก็ไม่ได้แบบว่ากล้ำกลืนในสิ่งที่เรียนอะไรเลย ก็พี่บอกนั่นล่ะครับ พอเราต้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบบ้าน ออกแบบสถานที่ต่างๆนั้น มันเองไม่ได้ยากในการเรียนเท่าไหร่ เพราะมันอยู่ในหัวอยู่ในชีวิตมาโดยตลอดอยู่แล้ว ตอนนี้เรียนจบมานแล้ว เพื่อนพี่คนนี้ช่วงที่เรียนจบนั้น เลือกที่จะเข้าทำงานสายบันเทิงทันทีครับ แน่ขนาดที่เรียกว่าไม่สอบใบประกอบวิชาชีพสถาปนิกด้วย เหมือนกับว่าตั้งใจแน่วแน่มาแล้ว


    หลายคนบอกเสียดายสิ่งที่เรียนมา ไม่ได้เอามาใช้ พี่เองคุยกับเพื่อนพี่คนนี้ และเข้าใจเลยว่าใครบอกว่าไม่ได้เอามาใช้ เพราะการเรียนคณะนี้นั้น เมื่อเรารู้ระบบการวางผังงาน ไม่ใช่แค่ว่าออกแบบอย่างเดียว สิ่งที่ตามมาคือ เราต้องเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนของการก่อสร้างด้วย เราจะต้องวางระบบขั้นตอนต่างๆตามลำดับ และนั่นล่ะครับ คือ สิ่งที่เราได้ไปเต็มๆโดยที่เราไม่รู้ตัว


    เพื่อนพี่คนนี้สามารถเอาสิ่งที่เรียนมาไปทำอีเวนท์งานแสดงต่างๆ และโดนดึงเข้าไปออกแบบเวทีคอนเสิร์ตอีกทั้งยังสามารถเป็นคนออกแบบและควบคุมงานต่างๆในวงการบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม

    มันกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาเรียนนั้นไม่ได้ถูกเอาใช้โดยตรง แต่ก็นำพาไปสู่มิติทางความคิดในการงานได้อยู่ ตอนนี้เพื่อนพี่คนนี้กลายเป็นคนสำคัญของการจัดคอนเสิร์ตในบ้านเราไปแล้ว


    อย่างที่สามต่อมาเลยคือ การแตกแขนงของความรู้ที่เกิดขึ้นมันสามารถเอาความรู้นี้ไปใช้ต่อยอดได้เยอะเต็มไปหมดเลย ใช่แล้วครับพี่กำลังพูดถึงสาขาที่ใช้ในการเรียนต่อน่ะ จริงๆแล้วมีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดครับ แต่พี่จะยกตัวอย่างคร่าวๆมาให้แล้วกันนะครับ

    ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่ชอบวิชาการมากกว่าการวาดภาพจินตนการ น้องอาจจะเกิดคำถามว่าแล้วเมื่อชอบในเชิงวิชาการแล้วมาเข้าคณะที่เรียนเกี่ยวกับการออกแบบทำไม จริงๆแล้วมันคือเสน่ห์ของความเป็นสถาปัตย์นั่นล่ะครับ เราได้เพื่อนที่มาจากหลายรูปแบบ หลายเหตุผลในการสอบเข้า

    เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนครับ บางคนช่วงที่เข้ามาอาจจะชอบในเรื่องของการวาดการออกแบบสุดๆเลย และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง บางคนก็เปลี่ยนมาเป็นคนที่ชอบเขียนบทความทางวิชาการเกี่ยวกับทฤษฎีของการออกแบบก็มีเยอะไปครับ พี่เคยถามเพื่อนพี่เหล่านั้นเหมือนกันว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดมาจากอะไร เขาบอกว่าเกิดจากการที่ออกแบบมาจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็อยากเจาะลึกเข้าไปมากกว่านั้น มากกว่าที่เป็นอยู่ พอการที่จะออกแบบให่มันมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ มันก็เลยต้องเข้าไปเจาะลึกถึงทฤษฎีและพฤติกรรมต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    คนเหล่านี้ก็มักจะเลือกเรียนต่อในส่วนของการทำงานวิจัยเพื่อคุณภาพของสถาปัตยกรรมในอนาคต แน่นอนครับ เราชาวสถาปัตย์ส่วนมากนั้นก็ไม่ค่อยเดินไปด้านนี้เท่าไหร่เพราะว่าถ้าพูดเกี่ยวกับคำว่างานวิจัยแล้ว หลายคนวิ่งหนีทันที เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวเท่าที่จำได้นั้น มันเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลเชิงวิขาการที่มีความเป็นสถิติล้วนๆเลยครับ ภาพที่มีในหัวคือ วิชาสถิติที่แสงจะเหลียด กว่าจะผ่านมาได้ช่วงที่เรียนก็แทบแย่


    แต่งานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเดินหน้าสู่อนาคตครับ เมื่องานวิจัยหลายอย่างเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคต คนที่ทำวิจัยคนนั้นก็อาจจะจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา เมื่อเวลาผ่านไป องค์กรใหญ่ๆอาจจะมาขอซื้อด้วยราคาที่มีมูลค่ามหาศาลก็ได้ครับ

    การเลือกที่จะเรียนต่อในส่วนเหล่านี้นั้น ปลายทางก็จะเน้นไปเป็นอาจารย์ จากนั้นก็อาจจะเปิดบริษัทรับออกแบบเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็รับงานราชการ เป็นเส้นทางการเดินที่ค่อนข้างมั่นคงในระดับหนึ่งครับ แต่ก็นั่นล่ะครับ ถึงแม้ว่าจะมั่นคง แต่ว่ามันไม่ตื่นตาตื่นใจ คนก็เลยเลือกที่จะเดินไปทางนี้น้อยหน่อย เพราะโดยธรรมชาติของคนที่เลือกเรียนคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบนั้น ส่วนใหญ่ชอบการเดินทาง การผจญภัยทั้งนั้นล่ะครับ

    ส่วนคนที่ชอบวิชาการแต่คราวนี้ค่อนมาทางเกี่ยวกับตัวเลข เกี่ยวกับเรื่องของธุรกิจ ก็อาจจะเลือกเรียนต่อสาขาการเรียนเกี่ยวกับคณะบัญชีการบริหารก็ได้ หรือถ้าเน้นที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียนไปเลยก็อาจจะเป็นบริการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยที่เราเอาสิ่งที่เราเรียนมาคือ บ้าน อาคาร คอนโด เอามาวางแผนสร้างพัฒนาความคิดต่อยอดเป็นธุรกิจ

    สาขาที่เลือกเรียนต่อตัวนี้นั้น เป็นสาขาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันอยู่มากครับ เนื่องจากว่า มิติทางความคิดของเราเมื่อเรียนออกแบบอาคารนั้น มันย่อมมีแนวความคิดที่เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการออกแบบอยู่แล้ว การคุยงานเกี่ยวกับส่วนต่างๆนั้นมันความเข้าใจถึงความเป็นไปได้มากกว่าสาขาอื่นที่จบมาแล้วมาเรียนต่อ หลายคนที่บ้านมีเงินหรือประกอบธุรกิจแนวนี้หรือมีแนวทางที่จะขยายไปยังธุรกิจนี้ ก็สบายเลยครับ

    คราวนี้มาดูคนที่เรียนจบแล้วมีความต้องแบบเน้นลุยๆ เน้นจินตนการ เน้นความตื่นเต้นในชีวิต แน่นอนครับ สาขาแรกที่ตอนนี้ก็มีคนเรียนต่อกันเยอะคือ สาขาการออกแบบฉากต่างๆไม่ว่าจะเป็นหนัง, ละคร หรือว่าเกมส์ เป็นต้น

    การเรียนต่อในแขนงนี้นั้นนิยมมากอยู่ในปัจจุบัน แต่อาจจะต้องเน้นการเรียนต่อเมืองนอก หลายคนเลือกที่จะเรียนที่เมืองนอกไม่ใช่ว่าหลักสูตรของที่นั่นดีกว่าที่เมืองของเรา เพียงแต่ว่ามุมมองในการทำงานและสายอาชีพที่หลากหลายมันอยู่ฝั่งตรงนั้น การเรียนต่อทางด้านนี้เหมือนกับการต่อยอดให้กับสิ่งที่ตัวเองเรียนมาเหมือนกัน

    อีกอย่างคือ สายเกมส์ สายแอพพริเคชั่นต่างๆมันเป็นสายแห่งอนาคตครับ การร่วมกับเพื่อนสร้างแอพพลิเคชั่นนั้น ถ้าเกิดว่ามันสามารถเดินทางไปสู่จุดที่คนชอบและเป็นที่ยอดนิยมได้นั้น เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึงครับ แต่สายนี้นั้น เท่าที่พี่เห็นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้งในการทำงานเท่าไหร่ เอาความสุขความตื่นเต้นในการทำงานล้วนๆเลย ที่เหลือเป็นผลผลอยได้ทั้งนั้น

    ไม่ใช่ว่าทำงานแล้วไม่ต้องการรวยนะครับ เพียงแต่กระบวนการความคิดที่จะสร้างงานเหล่านี้นั้น เอาเงินเป็นที่ตั้งค่อนข้างยากน่ะครับ มันไม่เหมือนกับการออกแบบบ้านเพื่อที่จะขาย ออกแบบคอนโดเพื่อที่จะปิดโครงการให้ได้ หรือออกแบบสำนักงานเพื่อตอบโจทย์ให้โดดเด่นจะทรงประสิทธิภาพเข้าว่า


    ส่วนการลุยในสาขาถัดมา อาจจะเป็นในเรื่องของการเน้นเป็นการคุมการก่อสร้าง แนวนี้จะต่างจากออกแบบฉากหรือเกมส์ไปเลย เน้นที่ความสามารถในเชิงวิศวกร อธิบายคร่าวๆก็คือ เหมือนกับว่าพอแบบจากทีมสถาปนิกถูกออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่เหลือคือ ขั้นตอนในการสร้างแล้ว เราหลายคนอาจจะเข้าใจว่าขั้นตอนในการสร้างนั้นมันเป็นเรื่องของผู้รับเหมา ไม่เห็นน่าจะเกี่ยวกับเราสักเท่าไหร่เลย

    แต่ในความเป็นจริงนั้น เราปล่อยให้มีการสร้างเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เข้าไปควบคุมไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าผู้รับเหมาที่มาสร้างนั้น เป้าหมายของเขาคือการสร้างให้เสร็จเท่านั้น และเป็นไปตามแบบที่เห็น แต่เรื่องของรายละเอียดความเนี๊ยบ วัสดุที่เอามาใช้นั้น เราเองที่เป็นคนออกแบบต้องเข้าไปคุม หรือช่วยดูแลแทนเจ้าของโครงการล้วนๆเลยครับ

    เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราเองนั่นล่ะที่จะทนไม่ไหวถ้าเกิดแบบที่เราออกแบบมานั้นมันโอเค แต่ช่างทำออกมาแล้วไม่ได้ตรงตามที่เราต้องการจริงๆ แบบนั้นันก็จะไม่ดี แล้วพอไม่ดี โดยปกติคนส่วนใหญ่นั้นมักจะพุ่งเป้าความสนใจมาที่ตัวสถาปนิกผู้ออกแบบมาก่อนเสมอ

    ด้วยเหตุผลนี้ มันก็เลยเกิดเป็นอาชีพขึ้นมาที่ชื่อว่า “CM” หรือ “Construction Management” ครับ คือสถาปนิกที่ควบคุมงานการก่อสร้างนั่นเอง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับโครงการใหญ่ๆที่ต้องมีการคุมการก่อสร้างโดยละเอียดทั้งในส่วนของตัวงานและระยะเวลาในการก่อสร้างเพื่อให้ทันกับตารางเวลาที่เจ้าของโครงการกำหนด



    ประมาณว่าเวลาที่เราออกแบบโครงการใหญ่ๆนั้น เรื่องของระยะเวลาทั้งในการออกแบบและการก่อสร้างให้แล้วเสร็จนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด อย่างเช่นถ้าเราออกแบบช้า ควบคุมงานเสร็จช้ากว่าที่กำหนด 3 เดือนคิดดูสิครับว่า โครงการนั้นจะเสียหายไปมหาศาลแค่ไหนจากการล่าช้านี้ และแน่นอน ถ้าเราทำไม่ทันตามกำหนด ปัญหาที่ตามมาจะเยอะ ดังนั้น อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่สำคัญและก็มีงานตลอดทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ

    หลายคนที่เรียนคณะนี้แล้วไม่ได้มีหัวทางการออกแบบเท่าไหร่ ก็มักจะผันตัวเองไปสู่ด้านการควบคุมงานอะไรทำนองนี้

    นี่เป็นเพียงแค่หลายตัวอย่างของอาชีพที่ถูกผันเปลี่ยนไปเท่านั้นนะครับ ความจริงแล้วยังมีอื่นๆอีกมากมายครับ เพียงแต่ที่พี่ยกมาให้นั้น พี่แค่อยากให้น้องเห็นเท่านั้นล่ะครับว่าเราไม่ต้องกลัวเราว่าคณะนี้นั้นจะใช่สำหรับเราหรือไม่ แค่ให้ตอบตัวเองอย่างเดียวว่าตอนนี้อยากเรียนหรือไม่ และไม่ว่าอนาคตความคิดเราจะเปลี่ยนไปเช่นไร ซึ่งต้องเปลี่ยนแน่นอนครับ เวลาเปลี่ยนทุกคนเปลี่ยนครับ น้องก็จะเอาความสุขที่น้องได้เรียนอะไรประมาณนี้ เอามาต่อยอดเป็นอาชีพของน้องที่เกิดขึ้นในอนาคตได้เท่านี้ก็เป็นคำตอบให้น้องแน่ใจแล้วล่ะครับว่าน้องจะเลือกเดินต่อหรือว่าไม่เดินต่อ

    ส่วนตัวพี่เองนั้นสมัยที่พี่เรียน ขนาดพี่เองยังยอมรับเลยครับว่า ช่วงเวลาที่พี่อยู่ปี4นั้น หลายครั้งอยู่เหมือนกันที่พี่คิดว่าเบื่อหน่ายกับการออกแบบแล้วล่ะ อยากจะเปลี่ยนไปลองอาชีพอื่นดูบ้าง

    ช่วงที่พี่เรียนนั้นพี่ก็ไปทำงานด้านอื่นควบคู่ไปกับการเรียนอยู่ด้วย ซึ่งหลายๆครั้งมันก็สร้างมุมมองที่หลากหลายขึ้นให้กับตัวพี่เอง บางสิ่งที่ออกไปทำขณะเรียน พอทำไปแล้วก็พบว่ามันไม่เวิร์คสำหรับเราเท่าไหร่ หลายคนอาจจะมองว่ามันเสียเวลา แต่สำหรับพี่ก็สนุกไปอีกแบบได้มุมมองที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิต พอเปลี่ยนมุมมองอย่างนี้ กลายเป็นว่าอะไรที่อยู่ข้างหน้ามันสนุกและดีไปหมดทำให้เรากลับมามีพลังในการออกแบบเพิ่มมากขึ้นซะอย่างนั้น

    ทุกวันนี้ บางวันพี่เองยังมีอารมณ์เบื่อไม่อยากออกแบบบ้างก็มีครับ บางวันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความตื่นเต้นในการออกแบบ ประมาณว่าพลังในการทำงานกลับมาแล้วซะอย่างนั้นก็มีครับ

    ทุกอย่างบางทีก็ไม่มีเหตุผล แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่ก็ยังจะเลือกเรียนคณะนี้อยู่ดี หรือ แม้แต่เพื่อนของพี่ที่พี่เล่าให้ฟังข้างบนว่าเขาไปทำงานเกี่ยวกับเวที การจัดคอนเสิร์ต ทุกวันนี้ยังได้คุยกันอยู่เลยว่าถ้าเกิดว่าย้อนเวลากลับไปได้ ยังจะเลือกเรียนคณะนี้อยู่ไหม และตัวเขาเองก็ยังตอบเหมือนกับที่พี่ตอบอยู่เลยครับว่า “แน่นอน เลือกเรียนอยู่”

    ความจริงแล้วคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นี้มันเป็นคณะที่แปลกมากๆเหมือนกันนะครับ ปัจจุบันเราจะเห็นกันเยอะเลยว่า บ่นกันในพื้นที่อินเตอร์เน็ตของตัวเองอยู่ตลอด ว่าเรียนแล้วเหนื่อยเรียนแล้วเงินน้อยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ทุกคนก็รักในสิ่งที่ตัวเองเรียนมากๆ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงยังเลือกเรียนมันอยู่ดี
  • พี่ค่ะ เพิ่งมารู้ตัวเองว่าอยากเรียนตอน ม.6 ไม่มีพื้นฐานด้วยคะ แถมปีนี้มีการเปลี่ยนระบบใหม่ด้วย อยากจะถามว่ามีความเป็นไปได้มั้ยค่ะที่จะสามารถฝึกได้ภายใน 2-3 อาทิตย์ และสามารถนำไปสอบได้ค่ะ [โดย : นาฬิกา วันที่ : 27-06-2017 ]
  • ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดีเลยน่ะครับ ไม่มีพื้นฐาน ฝึก 2-3 อาทิตย์จะสอบได้มั้ย ..... เหมือนถามว่าไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ อ่าน 2-3 อาทิตย์ จะสอบได้มั้ย... :)
  • ถ้าพี่ขี้เกียจอ่าน ผมเลื่อนไปด้านล่างได้เลยนะครับ ผมบอกปัญหาของผมไว้อยู่ ผมเป็นเด็กซิ่วครับพี่ เอาจริงๆตอนนี้ผมกำลังขึ้นปี2 ม.ปลายผมอยู่สายศิลป์คือเป็นศิลป์ทั่วไปเลย ตอนม.ปลายก็คิดว่าอยากเข้าสถาปัตย์นะ แต่คือผมเป็นคนวาดรูปไม่สวย แล้วก็ไม่ได้คิดจริงจังด้วย เลยคิดว่าตัวเองคงเรียนไม่ได้ แต่พอมาเข้ามหาลัยก็รู้สึกว่าตัวเองไม่อินกับการเรียนสักเท่าไหร่ ที่มาเรียนเพราะว่าลองยื่นพอร์ทแล้วมันติดบวกกับไม่ได้ไปสอบที่ไหนเลย พอติดก็เอาที่นี่ ตอนนั้นคิดง่ายมาก T^T พอเรียนมหาลัยมาเรื่อยๆก็รู้สึกว่าไม่โอเคกับที่เรียนอยู่ ผมก็เลยสมัครสอบ GAT,PAT1,2,3,4 พอถึงวันสอบก็ไปแบบงูๆปลาๆเตรียมตัวมาคืนเดียว เพราะว่าในมหาลัยมันก็มีงานด้วยเลยไม่ได้เตรียมตัว เอาง่ายๆคือผมจัดเวลาไม่เป็น พอไปสอบรู้สึกว่าชอบข้อสอบpat4(ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์) มาก เพราะว่ามันไม่ใช่การเรียนเพื่อมานั่งฝนอ่ะครับ พอคะแนนออกคือตกใจมากได้pat4 100/300 ถึงมันจะดูน้อยๆ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมตัวอย่างผม ผมคิดว่ามันเยอะมากเลยนะ น่าจะได้คะแนนมาจากpart isometric เพราะperspectiveนี่อ่านโจทย์ไม่ทันด้วยซ้ำ ถึงทันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่เป็นเลย หลังจากประกาศผมก็คิดว่าถ้าเตรียมตัวมันก็น่าจะไหวอยู่ หลังจากนั้นผมก็เริ่มคลุกคลีกับงานสถาปัตย์ คลุกคลีกับperspective ไปดูคลิปสอนอะไรพวกนี้ แต่ก็ไม่ได้วาดตาม งานASA EXPO ผมก็ไปมา รู้สึกหัวใจเต้นแรงเวลาเห็นโมเดลครับ 55555 จนมาถึงตอนปิดเทอมมหาลัยนี่แหละ ผมก็เลยไปลงคอร์สติวสถาปัตย์ ตอนนี้ก็ลอกงานperspectiveได้แล้ว แต่พอไปทำโจทย์perspectiveจริงๆนี่นึกภาพไม่ออกเลยครับ เลยรู้สึกท้อมากจนหายท้อแล้วครับ 555555 เพราะผมคิดว่าคณะเป็นคณะที่ต้องใช้ทักษะที่ต้องฝึกฝน ถ้าเข้าไปเรียนโดยที่ไม่มีทักษะก็น่าจะเหมือนเข้าไปฆ่าตัวตาย ดังนั้นผมก็คงต้องพยายามมากกว่าคนอื่น คือตอนลอกงาน ตอนนั่งคิดโลโก้คือผมรู้สึกโอเคมากเลยนะ แต่ไม่รู้ไปเรียนจริงๆมันจะยังโอเคเหมือนตอนนี้รึป่าว อีกอย่างผมเพิ่งรู้ว่าสถาปัตย์ส่วนใหญ่เขารับวิทย์-คณิตกัน ก็มีกังวลนิดหน่อยเรื่องเขาจะไม่รับเราเพราะเรียนไม่ตรงสาย แต่เรื่องเลขเรื่องฟิสิกส์ผมไม่ห่วงนะ เพราะคณะที่เรียนตอนนี้ผมก็เจออยู่ สอบแคลคูลัส พวกดิฟ อินทิเกรตอะไรงี้นี่พอทำเป็นครับ ตอนนี้ก็ยื่นแอดมิดชั่นไปแล้ว รอประกาศเย็นนี้ จบแล้วนะครับ อาจจะยาวไปหน่อย

    สรุปปัญหาที่ผมอยากถาม
    1.ผมวาดคนตามแบบได้ แต่ให้นึกเองแล้ววาดนี่ไม่ได้เลยครับ นึกออกแค่ท่ายืนธรรมดา ถ้าอยู่ดีๆให้วาดคนหกล้มในมุม ant view อะไรแบบนี้นี่ไม่รอดแน่นอนครับ
    2.นึกมุมperspectiveไม่ออกเลย (ผมเพิ่งเคยลอกไปสองงานเองครับ)
    3.จากที่พี่อ่านมา พี่คิดว่าผมเรียนได้ไหม
    4.อยากให้พี่บอกเรื่องที่ผมคิดไม่ถึงกับการเรียนสถาปัตย์หน่อยครับ พวกวิชาที่เรียนอ่ะครับ
    ป.ล.ถามผมกลับได้นะครับ [โดย : เด็กซิ่ว วันที่ : 15-06-2017 ]

  • ตอบคำถาม


    พี่จะตอบเป็นข้อๆเลยละกันนะครับ

    ตอบข้อ 1 : ผมวาดคนตามแบบได้ แต่ให้นึกเองแล้ววาดนี่ไม่ได้เลยครับ นึกออกแค่ท่ายืนธรรมดา ถ้าอยู่ดีๆให้วาดคนหกล้มในมุม ant view อะไรแบบนี้นี่ไม่รอดแน่นอนครับ?


    การวาดคนนั้นสำหรับสายงายสถาปัตยกรรมแล้ว เราวาดเพื่อประกอบให้เป็นรูปเป็นร่างเพื่อเป็นองค์ประกอบให้กับสิ่งที่เราออกแบบเท่านั้น เพราะว่าจริงๆแล้ว งานที่เราจะโฟกัสเข้าไปมันเป็นตัวงานสถาปัตยยกรรมน่ะครับ

    น้องส่วนใหญ่ที่เรียนแล้วเขียนคนได้ดีนั้น มักจะมีพื้นฐานที่ตั้งแต่เด็กๆเป็นคนที่ชอบวาดการ์ตูนมาอยู่แล้ว มันเลยทำให้เหมือนกับว่าเขามีชั่วโมงบินมาค่อนข้างเยอะอยู่ การเขียนท่าทางต่างๆมันเลยอยู่ในหัวมาโดยตลอด แล้วก็อย่างที่ว่านั่นล่ะครับ เวลาที่เขียนภาพที่ต้องการมิติความรู้สึกมากขึ้น พอมีคนเข้าไปแล้วมันสวยมันก็ไปเพิ่มมูลค่าให้กับตัวงานที่เราออกแบบมากขึ้นเข้าไปอีก
    ทักษะด้านนี้เป็นทักษะที่ต้องอาศัยความชอบส่วนตัวล้วนๆเลยครับ จริงๆแล้วมันก็สามารถสอนกันได้ เพียงแต่ว่ามันใช้เวลาสอนที่ค่อนข้างนาน แล้วก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรที่ตายตัวขนาดนั้น ก็เหมือนทั่วไปคือการเรียนพื่อเข้าใจสัดส่วนของร่างกายมนุษย์ว่าแต่ละส่วนนั้นพอประกอบเข้ารวมกันแล้วเป็นอย่างไร

    ซึ่งในแต่ละคนที่มีสัดส่วนที่ต่างกันนั้น ก็ย่อมมีการเขียนที่ต่างกัน เอาเป็นว่าตรงส่วนนี้นั้นเราอาจจะไม่ต้องไปเครียดกับมันมากนักครับ เน้นว่าสามารถสื่อสารเพื่อให้เข้าใจได้ก็พอ


    ตอบข้อ 2 : นึกมุม Perspective ไม่ออกเลย (ผมเพิ่งเคยลอกไปสองงานเองครับ)?


    การนึกมุมในการเขียน Perspective ไม่ออกนั้น แสดงว่าเรายังใช้เวลากับมันน้อยไปครับ การฝึกเขียนภาพต่างๆเหล่านี้นั้น มันเหมือนกับการที่เราฝึกเล่นดนตรีนั่นล่ะครับ มันต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนและก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลาทุ่มเทจริงจังต่อวันกับมันมากแค่ไหน

    การฝึกในช่วงแรกๆของการเรียนพื้นฐานนั้น ส่วนใหญ่ก็ต้องมานั่งวาดตามภาพที่เป็นตัวอย่างก่อนครับ เพื่อให้อย่างน้อยก็พอที่จะนั่งเขียนดูว่า เวลาที่อาคารบ้านเรือนที่เราจะเขียนนั้น พอมันเปลี่ยนรูปร่างในแบบต่างๆจะต้องเขียนอย่างไรเพื่อให้มันถูกต้องตามหลักการของ Perspective

    เวลาที่เราฝึกวาดนั้น อย่างต่ำๆน้องอาจจะต้องวาดเกินกว่า 10 ภาพขึ้นไปน่ะครับมันถึงเริ่มที่จะจับทางพอได้ว่าลักษณะต่างๆนั้นมันต้องเขียนอย่างไร

    ซึ่งหลังจากนั้น พอเขียนซ้ำไปซ้ำมาเข้าจนสามารถจดจำอะไรบางอย่างได้แล้ว คราวนี้ก็เป็นส่วนที่ต้องพยายามหาภาพอาคารบ้านเรือนที่มันหลากหลายขึ้น ยัดเอาเข้ามาอยู่ในหัวเราให้ได้ ไม่อย่างนั้นเวลาที่เขียน Perspective ไปได้สักพักหนึ่ง มันจะเกิดอาการที่เขียนไปเรื่อยๆ รูปแบบของเรานั้นมันก็จะซ้ำแบบเดิมๆ ทำให้เขียนแล้วมันก็จะวนซ้ำอยู่ที่เดิม

    หลายคนที่เกิดอาการอย่างนี้มักจะเข้าใจไปว่าตัวเองนั้นขาดจินตนาการ เขียนเท่าไรก็ได้แค่นี้ ซึ่งจริงๆแล้ว ขั้นตอนต่อไปมันอยู่ที่การเขียนเก็บรายละเอียดของอาคารจริงๆในหลากหลายรูปแบบ โดยวิธีการฝึกฝนนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการนั่งสังเกตบ้านเรือนที่เราผ่านมันทุกๆวัน เมื่อผ่านแล้วเราลองถามตัวเองว่าเราสามารถจดจำรายละเอียดของตัวอาคารเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน มากจนถึงขนาดที่เราสามารถเอามาวาดรูปได้เลยรึเปล่า ถ้าเกิดว่ายังไม่ได้ แสดงว่าเรายังไม่ได้จดจำมันมากพอ คราวนี้อาจจะลองถ่ายรูปลงมือถือ แล้วก็ลองพยายามจดจำของมันให้ได้

    หลังจากนั้นก็เอามาเขียนดู พอเราเริ่มวาด การวาดนั้นเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก จำให้ตายเท่าไร มันก็ไม่เท่ากับการที่เราวาดมันออกมา แล้ววาดมันแบบซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น แล้วพอเราจำรายละเอียดต่างๆได้เพิ่มมากขึ้น เราก็ลองเขยิบเข้าไปวาดสถาปัตยกรรมต่างๆที่หลากหลายรูปแบบดูบ้าง มันก็จะทำให้ประสบการณ์การวาดของเราเพิ่มมากยิ่งขึ้น (อันนี้สำหรับน้องที่ต้องการฝึกฝนด้วยตัวเองนะครับ)

    การฝึกวาด Perspective นั้น การที่เราวาดเก่งไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นนักออกแบบที่ดี แต่นั่นหมายความว่าเรามีต้นขั้วของการออกแบบสะสมอยู่ในหัวของเรา สิ่งเหล่านี้นั้นยิ่งเรามีมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลดี มันเหมือนกับว่าเวลาที่เราทำอาหารแล้วเรายิ่งมีเครื่องปรุง วัตถุดิบต่างๆที่เอามาทำอาหาร ยิ่งเยอะเท่าไร การคัดสรรให้ผลงานออกมาย่อมมีทางเลือกที่เยอะกว่าทั่วไปเป็นธรรมดา แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาส่วนผสมต่างๆนั้นมาปรุงรสให้ถูกใจชาวประชามากแค่ไหน

    ดังนั้น Perspective ก็เป็นส่วนหนึ่งของคณะนี้เท่านั้นครับ ฝึกวาดไปเรื่อยๆเดี๋ยวมิติมันก็จะดันขึ้นมาสูงขึ้นเรื่อยๆเอง แต่ไม่ต้องไปเครียดถึงขนาดว่าถ้าเราไม่สามารถเขียน Perspective ได้ดีนั้น จะทำให้เราขาดคุณสมบัติของการเป็นสถาปนิกที่ดีแต่อย่างใดครับ

    ตอบข้อ 3 : จากที่พี่อ่านมา พี่คิดว่าผมเรียนได้ไหม?

    เรียนได้ครับ ไม่ต้องห่วง

    ตอบข้อ 4 : อยากให้พี่บอกเรื่องที่ผมคิดไม่ถึงกับการเรียนสถาปัตย์หน่อยครับ พวกวิชาที่เรียนอ่ะครับ?

    สิ่งที่ไม่คาดคิดพี่ว่าเกิดขึ้นเสมอนั่นล่ะครับ เวลาที่เราอ่านจากหัวข้อรายวิชานั้น มันเทียบไม่ได้กับที่เราเข้าไปเรียนเองจริงๆ โดยเฉพาะกับวิชาหลักๆของทางคณะอย่างเช่น วิชาพื้นฐานทางการออกแบบ หรือวิชาโครงสร้าง

    อันนี้พี่พูดถึงรายวิชาหลักก่อนเลยละกันครับ ซึ่งฟังจากชื่อแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่ากลัวเท่าไร เพราะว่าเราเข้าไปเรียนศาสตร์เกี่ยวกับการออกแบบ วิชาพื้นฐานทางการออกแบบก็ย่อมต้องเป็นวิชาที่เราอยากเรียนอยู่แล้ว แต่เชื่อไหมครับว่าวิชานี้เองก็เป็นตัวปัญหาอยู่พอสมควร ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับ พอมันเป็นเรื่องของการออกแบบแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ มาตรฐานเรื่องของคะแนนที่อาจารย์ให้ มันอาจจะมีเรื่องของความค้างคาใจเกิดขึ้นได้เสมอ หรือพูดตรงๆก็คือ “ความยุติธรรม”

    ความยุติธรรมคืออะไร ก็อย่างเช่น งานที่เราออกแบบนั้น เราทำทั้งคืน และมีความละเอียดมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นของเราเยอะ แต่พอเมื่อเวลาที่ตรวจให้คะแนนแล้ว กลายเป็นว่าเพื่อนของเราได้คะแนนเยอะกว่าเราไปซะอย่างนั้น ทั้งๆที่เมื่อไปดูงานของเขาแล้ว เราเองก็คิดว่าของเราดีกว่าอยู่ดี

    สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะว่าเมื่อเป็นเรื่องของการออกแบบแล้วนั้น มันไม่มีผิดมีถูกแต่อย่างใดครับ มันมีแต่ถูกใจหรือว่าไม่ถูกใจเท่านั้น และก็ไม่ได้หมายความว่างานใครดีกว่าใครขนาดนั้นด้วย สิ่งไม่คาดฝันที่น้องไม่คิดจะเจอสิ่งแรกจากรายวิชานี้จะเกิดขึ้นแน่นอนไม่ช้าก็เร็วครับ


    ส่วนเรื่องรายชื่อวิชาการที่น้องจะต้องเจอและไม่คาดคิด จริงๆมันไม่ได้เวอร์เกินกว่าที่มันควรจะเป็นแต่อย่างใดครับ เพราะเท่าที่พี่อ่านมา น้องเรียนเกี่ยวกับคณะที่มีการเรียนคำนวณมาอยู่บ้างแล้ว เท่าที่เหลือก็อาจจะเป็นพวกวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ซึ่งอันนี้ไม่ต้องห่วงเลย พี่ว่าสามารถผ่านมันไปได้อย่างไม่ยากเท่าไร อาศัยค่อยๆให้เพื่อนที่เขารู้ติวให้ก็ได้


    รวมไปจนถึง วิชาที่มีการคำนวณเกี่ยวกับโครงสร้างการรับแรงต่างๆ อันนี้ก็น่าจะเป็นเหมือนกันครับ คือเพื่อนๆที่เขาเรียนมาอยู่สายวิทย์เก่งๆ เดี๋ยวเขาก็จะจับกลุ่มช่วยกันติวเพื่อให้สามารถพอทำวิชานี้และผ่านมันไปได้ครับ สมัยที่พี่เรียนนั้น เพื่อนๆหลายคนก็จบมาจากสายศิลป์ทั้งนั้น ก็สามารถเรียนเนื้อหาเหล่านี้ได้รอดครับ

    เนื่องจากเนื้อหาที่เราเรียนนั้น มันเป็นเนื้อหาที่มีความเฉพาะเจาะจง และการสอบแต่ละครั้งนั้น มันมีจุดประสงค์ที่จะออกข้อสอบในแต่ละเรื่องอย่างชัดเจนครับ มันไม่ได้หว่านกว้างเหมือนกับข้อสอบมัธยมปลายที่อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด

    อันนี้มันเหมือนกับว่าเราเข้าไปสอบแล้วเรารู้เลยว่าข้อสอบต้องการให้เรารู้เรื่องอะไร การติวเลยมีเนื้อหาที่ตรงตัวครับ อาจจะใช้ความพยายามหน่อยเดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากมายสำหรับคณะนี้ และอาจารย์ที่เขาออกข้อสอบ เขาก็ไม่ได้ออกข้อสอบมายากจนเกินกว่าเด็กที่เรียนออกแบบอย่างเราๆจะทำไม่ได้ครับ เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาสอนนั้น มันเป็นเพียงแค่ตัวประกอบของสายวิชาชีพของเราเท่านั้น เลยไม่จำเป็นจะต้องเอาเป็นเอาตายเหมือนกับวิศวะอย่างนั้น

    เรื่องของวิชาการในชั้นปีที่ใกล้จบนั้น ก็ยังคงอยู่ทุกเทอมและมีไปเรื่อยๆครับ แต่พอปีสูงๆใกล้จะจบนั้น ส่วนของวิชาการจะเริ่มเปลี่ยนเป็นการบูรณาการมากขึ้น โดยอาจจะเอาวิชาเศรษฐศาสต์เข้ามาเพื่อให้เราเรียนรู้ด้วย เพราะว่าศาสตร์ที่เราต้องเรียนจบออกไปทำงานนั้น มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าไปข้องเกียวกับวิถีชีวิตมนุษย์และระบบเศรษฐกิจครับ

    แต่แง่ดีของมันก็มีเยอะนะครับ เพราะว่าวิชาที่เราเรียนนั้น เมื่อเรียนจบแล้วเราสามารถต้อยอดไปเรียนต่อปริญญโท ในหลายๆคณะได้ เนื่องจากพื้นฐานที่เรามีอยู่นั้น การต่อติดกับส่วนของบริหารธุรกิจในสาขาวิชาต่างๆนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ยากครับ



  • พี่คะหนูควรเก็บคณิตกะฟิสิกส์เรื่องอะไรบ้างคะ [โดย : ปิ้ว วันที่ : 07-06-2017 ]
  • คณิตควเก็บทุกเรื่องครับ เพราะว่าการออกนั้น มันก็เน้นเฉลี่ยไปทุกเรื่องครับ ส่วนฟิสิกส์นั้น ถ้าเกิดว่าเป็นสมัยก่อน พี่อาจจะให้เน้นไปที่ กลศาสตร์ครั้บ แต่ว่าเนื่องจากฝังการสอบในปัจจุบัน เขาเอา ฟิสิก์ใน 9 วิชาสามัญครับ มันเลยอาจจะต้องเน้นไปที่ เฉลี่ยๆ หลายๆบทคละๆกันไปน่ะครับ
  • อยู่ม.5 แล้ว เรียนสายศิลไม่มีพ้นฐานเลยด้วย มีโอกาสที่จะเรียนสถาปัตยได้ไหมครั ต้องเรียนไรเพิ่มรึเปล่าคับ ขอบคุณครับ [โดย : ธนายุ วันที่ : 05-06-2017 ]
  • มีโอกาสครับ ไม่มีพื้นฐานเลย ยังพอมีเวลาที่จะลุยกันได้ครับ ส่วนที่ต้องหาเรียนเพิ่มเติม อาจจะเป็นเรื่องของฟิสิกส์ หน่อยน่ะครับ
page
of 67