กลุ่มทีม A-Le’ Paint (เอ-เลอ-เพนท์) เป็นทีมสอนความถนัดทางสถาปัตยกรรม
ซึ่งเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ พี่นัน-นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ และ
พี่เอก-เอกรัตน์ วรินทรา ตั้งแต่ ปี 2547 ด้วยปณิธาณที่เรายึดถือเสมอมาว่า เราสอนด้วยความตั้งใจ และรักในสถาปัตยกรรมและต้องการพัฒนาคุณภาพ ของวิชาชีพสถาปัตยกรรมให้มี มาตรฐานที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป

เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คุณภาพของทีมเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนการสอนของที่นี่จึงเน้นทีม ที่มีความชำนาญเฉพาะทางดูแลน้องๆ ทุกคน เป็นเพื่อน เป็นพี่ที่ให้คำปรึกษาได้ทุกๆ ปัญหา โดย
และจุดประสงค์ของการสร้าง Website นี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะเป็นบ้านเล็กๆ ของเราเหล่าชุมชน A-Le’ Paint ชุมชนเล็กๆ ที่เราจะแบ่งปัน ความรู้ทางการออกแบบ, ประสบการณ์ และเกาะติดข่าวคราว ในแวดวงสถาปัตกรรมเป็นหลัก และหากว่าใครเพิ่งเปิดเข้ามาเจอ Website นี้ เราก็ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่บ้าน A-Le’ Paint แห่งนี้ครับ น้องๆ สามารถสมัคร และเข้ารวมพูดคุย แสดงความคิดเห็นกันได้ตามอัธยาศัย หรือหากต้องการส่งงาน เพื่อให้วิจารณ์และแก้ไข เราก็เต็มใจ และยินดีให้คำแนะนำ แก่ทุกคนอย่างเต็มที่ครับ

ยินดีต้อนรับสู่บ้าน เอ-เลอ-เพนท์ (บ้านช้างน้อย) ครับ
พี่ๆ ทีมงาน


  • ลูกชายขึ้นม.4 ปีนี้ เขาตั้งใจอยากเรียนสถาปัตย์ แต่ตอนนี้เรียนอยู่ที่ต่างจังหวัด (ตรัง) สนใจอยากมาเรียนตอนปิดเทอมที่นี่มาก ไม่ทราบว่าพอจะมีช่วงเวลา มาสมัครเรียน ช่วงไหนบ้างครับ [โดย : วิสาร ชุมนูรักษ์ วันที่ : 22-02-2017 ]
  • ถ้าเป็นต่างจังหวัดเลย มีอยู่ 2 กรณีครับคือ
    1. เรียนตาม Summer Course ที่ทางสถาบันวางไว้คือ เรียนทุกวันเสาร์ อาทิตย์ 10.00-17.00
    โดยจะเริ่มเรียนวันที่ 11 มีนาคม 2560. เป็นต้นไปครับ

    2.มีเวลาจำกัด โดยที่อยากเรียนมากกว่า 2 วันต่ออาทิตย์
    อันนี้สามารถโทรเข้ามาบอกความตั้งใจว่าจะเข้ามาช่วงเวลาไหน
    และมีเวลาถึงเท่าไหร่ อยากเรียนชนิดที่เรียกว่าอัดๆเลยรึเปล่าครับ
    ก็สามารถกำหนดวันเรียนแบบหนักได้ด้วยตัวเองครับ
    (สามารถโทรเข้ามาสอบถามได้ที่ 081-849-1044 ครับ

    ทางสถาบันพร้อมที่จะพยายามสอนตามเวลาที่น้องมีให้ได้มากที่สุดครับ

    ขอบคุณครับ
  • ลูกสาวเพื่งอยู่ ม.2 ของโรงเรียนอินเตอร์ สนใจอยากเรียนทางด้านสถาปัตหรือมัณฑนศิลป์ อยากขอคำแนะนำในการเตรียมตัวหรือการเริ่มต้นในขณะนี้ค่ะ แล้วถ้าสมัครเรียน Course ที่นี่จะเหมาะกับเขามั๋ยคะ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ [โดย : ปวริศา วงศ์เพสย์วิเชียร วันที่ : 22-01-2017 ]
  • ถ้าเป็นของมัณฑนศิลป์เลย สามารถเริ่มเรียนได้ต่างหากแยกออกมาเลยก็ได้ครับ ตามความต้องการถ้าเกิดว่าน้องต้องการเรยนทันทีเลย ก็สามารถมาลงเรียนเริ่มต้นได้ตลอดเวลาเลยครับ เพราะว่าสำหรับมัณฑนศิลป์นั้น อาจจะต้องเริ่มต้นจากการ “วาดเส้น”(Drawing) ก่อนน่ะครับ เพื่อเป็นพืนฐาน ซึ่งจะต่างจากการเรียนสถาปัตย์ที่ไม่ต้องก็ได้

    ถ้าสนใจยังไง สามารถเข้ามาดูบรรยากาศได้ตลอดเสาร์ อาทิตย์ได้เลยนะครับ โดยอาจจะมาคุยกับทีมพี่ที่สอน เพื่อปรึกษาข้อมูลการเตรียมตัวต่างๆได้ครับ หรือกรณีที่ไม่สะดวกเข้ามาสามารถโทรคุยปรึกษาได้ที่ 081-849-1044 หรือ 086-019-9989 ได้ตลอดเวลาครับ
  • พี่คะ pat4 หนูน้อยมากได้ 145 แต่ตอนนี้คิดว่าน่าจะติดโควต้าเรียนดีมข. สถาปัตหลักแล้ว หนูควรรอแอดแล้วสอบgatpat รอบสอง หนือควรยื่นรับตรงมข.เลยดีคะ [โดย : lin วันที่ : 15-12-2016 ]
  • ดูจากรูปทรงแล้ว น้องน่าจะเป็นคนที่น่าจะอยากสู้ต่อครับ เพียงแต่ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่บอกว่า น้องไม่มั่นใจแล้วล่ะครับว่า ทางเดินต่อไปนั้นจะเป็นอย่างไร จริงๆแล้ว เราควรจะหยุด หรือว่าจะเดินต่อไป อะไรประมาณนั้นน่ะครับ พี่เข้าใจดีครับ เวลาที่เราตั้งใจและพยายามอะไรบางอย่างแล้ว ผลที่ออกมามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แล้วเราเองก็ไม่อยากผิดหวัง มันเลยลังเลครับว่า เราควรจะตอบตกลงเอามหาลัยที่เขารับเราเลยหรือว่าจะเดินสู้ต่อไปดี

    ถ้าเกิดว่าเราเอาไปเลย ทุกอย่างมันก็ง่ายดายไปเลย แบบว่าจบไปเลย แต่เชื่อไหมครับว่า มันจะมีเสียงกระซิบอะไรบางอย่าง บอกว่าจริงๆแล้ว ที่นี่อาจจะยังไม่ได้เป็นที่ๆเราต้องการอย่างจริงๆก็ได้ แล้วถ้าเกิดว่าเรายอมแพ้กับความพยายามที่จะเดินไปต่อแล้ว เรียกได้ว่าเอาสิ่งที่มากองอยู่ตรงหน้าเอาไว้ก่อนดีกว่า เอาความแน่นอนไว้ก่อนดีกว่า น่าจะดีนะ

    เชื่อไหมครับว่า มันเหมือนกับเป็นทางแยกสองทางที่มาถึง ทางแรกคือเราเอาไปเลย มันทำให้ทุกอย่างสิ้นสุดไปเลย ไม่ต้องมานั่งพยายามสอบอะไรก็แล้วแต่ต่อจากนี้ แต่อีกใจหนึ่ง พี่เชื่อครับว่ามันก็จะมีอารมณ์แบบว่า ยังไม่สุดอะไรประมาณนั้น และความที่ยังไม่สุดนี่แหละครับ น่ากลัวที่สุด!!

    ความที่ไม่สุดนี่ล่ะ มันจะเหมือนกับว่า จริงๆแล้วศักยภาพของเรายังเดินทางไปได้ต่ออีกนะ หรือว่าจริงๆแล้วเราเหนื่อยๆแล้ว เราไม่อยากมารับความกดดันต่อไปอีกแล้ว เพราะถ้าเกิดว่าจนสุดท้ายแล้วนั้น เราเดินทางไปไม่ถึงมันจะเป็นการเสียเวลาเหนื่อยเปล่ารึเปล่า แล้วสุดท้ายเราอาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย

    พี่เชื่อว่าเรากำลังลังเลกับความรู้สึกนี้ ..... แน่นอนครับ เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ แต่ที่สำคัญคือ เวลาที่น้องเลือกทางออกในแต่ละด้านแล้ว เราต้องเคารพการตัดสินใจของเรานะครับ ว่าเป็นการตัดสินใจที่เราจะไม่เสียใจแล้วกับการเลือกในครั้งนี้

    การตัดสินใจที่ 1 : เราเลือกเอาในสิ่งที่มหาลัยตอบรับเราทันทีเลย

    อันนี้จะง่ายเลยครับ ซึ่งหลายคนก็เลือกแบบนั้น แต่ถ้าเกิดว่าน้องเลือกแบบนี้แล้ว ห้ามย้อนคิดกลับมาเด็ดขาดว่าถ้าเกิดว่าวันนั้นถ้าเราเดินต่อไป บางทีเราอาจจะได้มหาลัยที่เราต้องการในท้ายที่สุดก็ได้ เราต้องคิดเสมอว่าเราหยุดแล้ว แล้วเลือกที่นี่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว มันจะมีที่ตามมาอีกอย่างเลยคือ ช่วงที่เปิดเทอมในช่วงแรกๆนั้น พอน้องเข้าไปเรียนน่ะ เวลาที่เราเข้ามหาลัยยิ่งเป็นมหาลัยที่เราต้องไปอยู่หอพัก อยู่ไกลบ้านด้วยแล้ว มันอาจจะมีความรู้สึกไม่คุ้นชินกับที่น่ะ แล้วความรู้สึกนั้นมันเลยทำให้เกิดเป็นความแปลกที่แบบเหงาๆ ยิ่งถ้าเกิดว่ากิจกรรมรับน้องที่มหาลัยไม่ค่อยชอบด้วยแล้ว หรือเพื่อนที่เรียนอยู่ในรุ่นเดียวกัน เราเข้ากับเขาไม่ค่อยได้

    ทุกอย่างที่เกิดขึ้นน่ะ มันจะรวบรวมเป็นความรู้สึกแย่ๆก้อหนึ่งครับ พอก้อนความรู้สึกนั้นมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะย้อนกลับมาคิดว่า เราจะลองสอบใหม่ดูไหม อะไรทำนองนั้น ซึ่งเท่าที่พี่เห็นก็มีอยู่หลายคนเหมือนกันครับที่ต้องมานั่งเริ่มต้นสอบกันใหม่

    ความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้มันผ่านไปได้อย่างไม่ยากหรอกครับ ถ้าเรามีความอดทนพอน่ะครับ ถ้าเราสามารถอดทนจนผ่านไป 1 เทอมได้ คราวนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วครับ น้องก็จะสามารถเรียนได้อย่างสบาย แล้วก็กลายเป็นว่าเราเข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นไปได้เลย คราวนี้จากที่เคยคิดถึงบ้าน มันจะกลายเป็นว่าเราไม่ค่อยกลับบ้านไปซะอย่างนั้นครับ



    การตัดสินใจที่ 2 : เราเลือกที่จะเดินหน้าสอบต่อ โดยที่มุ่งมั่นจะเอามหาลัยที่เราต้องการเท่านั้น

    แน่นอนครับ เสี่ยงมากได้มากครับ และน้องกำลังออกเดินทางสู่ความเสี่ยงต่อไป และพี่ก็อยากจะให้คำแนะนำครับว่า ถ้าเกิดว่าน้องเลือกทางนี้แล้ว สิ่งที่น้องต้องคำนึงถึงอย่างแรกเลยคือ น้องต้องเดินหน้ามุ่งมั่นอย่างเดียวเลย ความท้อแท้มันจะเกิดขึ้นตลอดเวลาครับ และห้ามน้องมองย้อนกลับมาด้วยครับว่าถ้าเกิดว่าน้องตัดสินใจเอา มข. ไปเลยในตอนนั้น น้องก็ไม่ต้องมานั่งเครียดหรือมานั่งลำบากในวันนี้แล้ว

    ถ้าเกิดว่าน้องคิดแล้วว่ายังไงซะ เราเองก็ต้องมองย้อนกลับมาแล้วมาเสียดายแน่นอนถ้าเกิดว่าเราพลาดโอกาสที่จะติดมหาลัยรัฐ กลายเป็นว่าถ้าเกิดท้ายที่สุดแล้วเราไม่ติดอะไรเลยสักอย่าง เราจะมานั่งเครียดเสียดายในสิ่งที่เราเลือกมา ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่คิดอย่างนี้แน่นอน พี่แนะนำครับว่าเราควรเลือกอย่างแรกไปครับ

    เพราะการเลือกในแบบหลังนั้น ต้องเด็ดเดี่ยวครับ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะได้มหาลัยที่คะแนนต่ำกว่ามข. ก็ตาม แต่น้องจะไม่เสียใจเลยเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมามันเหมือนกับว่าเป็นช่วงเวลาที่น้องได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ให้มองที่ตัวของนน้องเองว่าพัฒนาตัวเองเพิ่มมากขึ้นครับ แล้วมหาลัยไหนได้เราไป ถือว่าโชคดี เพราะเราจะใช้ความพยายามของเราในวันนี้ พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆในอนาคตครับ

    ถ้าเกิดว่าเราคิดได้แบบนี้ให้เดินหน้าลุยในการสอบที่เหลืออยู่เลยครับ แล้วพยายามเอาความเครียดทิ้งไปให้หมดครับ คิดซะว่าเดินหน้าเรียนเพื่อความสนุก เพื่อการทำทุกวันให้ดีที่สุดครับ พอเราเริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่ตัวเราเอง ทุกวันที่เราเรียน ทุกวันจะสนุกไปกับสิ่งที่เราพยายามครับ ขอให้น้องโชคดีครับ
  • ตอนนี้หนูอยู่ม.3ค่ะ พี่คิดว่าหนูควรเรียนสายไหนดีคะ
    มหาลัยส่วนใหญ่รับสายอะไร หรือว่าใช้คะแนนวิชาพวกวิทย์ๆในรร.มั้ยคะ
    คือตอนนี้ดูๆ สถาปัตย์ผังเมืองอยู่ค่ะ
    ฟิสิกส์ที่เรียนในโรงเรียนธรรมดาๆ มันจะพอใช้สอบได้มั้ยคะ พวก 9 วิชาสามัญ
    แล้วระบบเอนทรานซ์ใหม่นี่จะมีผลยังไงบ้างคะ [โดย : Banana วันที่ : 06-12-2016 ]

  • ถ้าถามพี่ว่าควรเรียนสายการเรียนไหนดีที่สุด ตอบได้เลยครับว่า “สายวิทย์” แน่นอน เพราะเอาง่ายๆครับ สถาปัตย์พอมันมีวิชาฟิสิกส์เข้ามาเป็นเงื่อนไขในการสอบ แน่นอนว่าการเรียนอยู่สายวิทย์นั้นดูจะปลอดภัยที่สุดเป็นเรื่องธรรมดาครับ ถ้าเกิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร และมีจุดหมายที่แน่นอนแล้วล่ะก็ สายวิทย์ปลอดภัยสุดครับ

    แต่เอาเข้าจริงๆนะครับ น้องหลายคนมักจะถามพี่ว่า อยู่สายการเรียนไหน จะเหมาะกับการเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่สุด สำหรับพี่แล้ว พี่ว่าน่าจะเป็น “สายศิลป์คำนวณ” อยู่ดีครับ ถ้ากี่ครั้งก็ยังน่าจะเป็นคำตอบนี้อยู่ แต่พี่อาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนิดนึงคือ อาจจะต้องเป็นศิลป์คำนวณที่เรียนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติมเข้าไปหน่อยครับ

    จริงๆแล้ววิชาฟิสิกส์ที่จำเป็นและมักจะใช้กับสายวิชาชีพของการออกแบบก็น่าจะเป็นเรื่องของกลศาสตร์ครับ ส่วนเรื่องถัดมาอาจจะเป็นไฟฟ้า แต่จริงๆแล้วก็ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่หรอก ส่วนบทอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวกับที่พี่บอกข้างต้นนั้น เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ใช้เลยก็ว่าได้ครับ ใจจริงแล้ว วิทยศาสตร์ที่ค่อนข้างดีเลยสำหรับวิชาชีพของสายการออกแบบสำหรับพี่คือ “วิทย์กายภาพ” หรือเรียกว่าวิทย์ของสายศิลป์นั่นเองครับ

    เพราะมันเป็นวิทย์ที่เราเรียนเฉพาะคร่าวๆเพื่อให้รู้ถึงหลักการก็พอแล้ว เราอาจจะไม่ต้องลงลึกไปถึงการคำนวณแต่อย่างใด เพราะเอาเข้าจริงๆสำหรับวิชาชีพนั้น พี่ว่าไม่น่ามีนักออกแบบหรือสถาปนิกคนไหนสามารถมานั่งคำนวณแรงที่รับน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ เราเองก็ต้องทำงานร่วมกับวิศวะโยธา ที่เขาเรียนสายคำนวณหลักการโครงสร้างมาโดยตรงเลย มันทำให้สิ่งที่เราเรียนอยู่นั้น มันเหมือนกับการเสียเวลาไปเปล่าๆ

    โอเคครับ อาจารย์หลายท่านอาจจะบอกว่า ยิ่งรู้เยอะยิ่งดีไม่ใช่เหรอ แต่พี่ว่าเวลาของแต่ละคนมันมีจำนวนจำกัดน่ะครับ เพราะคนเรานั้นไม่สามารถที่จะเก่งไปเสียทุกอย่างได้ เพราะเวลาในแต่ละวันของเรานั้นมีเท่ากันครีบ คือ 24 ชั่วโมง พี่เองไม่อยากให้เด็กไทยไปนั่งเสียเวลาไปกับการเรียนทุกอย่างแบบจัดเต็มขนาดนั้นน่ะครับ เพราะว่าเราเป็นนักออกแบบ

    ซึ่งสำหรับพี่แล้วนั้น นักออกแบบไม่ใช่คนที่มานั่งออกแบบความงามให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่นักออแบบที่ดีต้องเดินทางเยอะ เที่ยวเยอะตามสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้คนที่เข้าใช้งานในแต่ละที่ คือ เรากำลังออกแบบชีวิตของลูกค้าที่เราจะออกแบบสถานที่เพื่อให้ผู้คนเข้าไปใช้งานกัน ดังนั้น ถ้าเกิดว่าเรามานั่งอยู่แต่ในบทเรียน แล้วเรียนวิชาการเพื่อให้แน่นจริงๆ มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเห็นโลกอะไรเยอะเท่าคนที่เขาเอาเวลาไปใช้ศึกษาการออกแบบ การใช้ชีวิต

    ดังนั้น การเรียนอยู่สายวิทย์ อย่าลืมว่าเราจะต้องเรียนไม่ใช่แค่คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และอังกฤษเท่านั้น แต่เรายังต้องเรียนอีก2 วิชาที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย คือ เคมี กับ ชีวะ ซึ่งเท่าที่พี่เห็นนั้น 2 วิชานี้มักจะเป็นวิชาที่กดเอาเกรดเฉลี่ยของน้องหลายคนให้ต่ำลงมา

    พอเวลาเอาเกรดมาคำนวณแข่งกับชาวบ้านแล้ว เราอาจจะเสียเปรียบได้ แต่ก็นั่นล่ะครับ ความจริงโอกาสสำหรับสายวิทย์ก็เปิดกว้างมากกว่าอยู่ดีครับ เพราะว่าหลายภาควิชา เขาก็เน้นมาเลยว่าคนที่มีสิทธิการเข้าสมัครสอบนั้นจะต้องเป็นสายวิทย์เท่านั้น ต้องเป็นคนที่มีหน่วยกิจของวิชาฟิสิกส์ถึงตามที่ทางสถาบันกำหนด

    แต่ถ้าเกิดว่าน้องจะเข้าเรียน ภาควิชาผังเมือง อันนี้น่าจะสบายใจได้ครับ เพราะว่าไม่ได้มีการจำกัดสายการเรียนแต่อย่างใด ถ้าจะมีในช่วงเวลานี้ (2559) ก็น่าจะเป็นที่สถาปัตย์ เกษตร ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม ที่ไม่ใช่ส่วนของการสอบตรงนะครับ แต่เป็นส่วนของการสอบแอดมิชชั่นน่ะครับ ส่วนที่เหลือนั้นสามารถสมัครสอบได้หมดครับ (กรณีที่น้องต้องการจะเข้าส่วนของแนวๆผังเมือง)

    ที่พี่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าน้องควรจะเลือกเรียนศิลป์คำนวณนะครับ ถ้าเกิดว่าเอาปลอดภัยที่สุดแล้วน้องสามารถเลือกเรียนได้ตอนนี้ พี่ก็ว่าสายวิทย์ยังเปิดกว้างที่สุดครับ

    ส่วนเรื่องที่น้องถามว่าระบบการสอบเข้ามหาลัยในปีหน้านั้น ระบบจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ ในส่วนของโควต้าของแต่ละมหาลัยก็ยังคงมีการสอบอยู่เหมือนเดิม แต่คราวนี้ ส่วนของ GAT, PAT4 นั้น ที่ต้องใช้สอบเข้ามหาลัย อาจจะรวบเข้ามาสอบอยู่แค่ครั้งเดียวเท่านั้นไปน่ะครับ โดยที่อาจจะมีการเอา 9 วิชาสามัญ เข้ามาเป็นคะแนนประกอบการยื่น มันอาจจะลดเรื่องของจำนวนการวิ่งไปสอบแต่ละมหาลัยมากขึ้น แต่พี่ว่าเนื่องด้วยว่าเป็นคณะสถาปัตย์น่ะครับ ทางสถาบันก็อาจจะมีการจัดวิชาเฉพาะของตัวเองขึ้นมา

    อย่างน้อยก็เพื่อที่จะสามารถใช้มาตรฐานที่ทางสถาบันแต่ละที่ต้องการเพื่อคัดเด็กเข้าเรียนครับ หน้าที่ของน้องที่ต้องทำเลยคือ เลือกสายการเรียนที่เหมาะ และเดินหน้าแต่เตรียมตัวในการสอบเลยครับ ยิ่งวางแผนได้เร็วเริ่มต้นก่อนคนอื่นได้เท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบครับ ความกดดันยิ่งน้อยลง
  • พี่คะ หนูอยากสอบถามเรื่องโควต้าเรียนดีสถาปัตฯ ลาดกระบังค่ะ ว่าwork shop (สถาปัตหลัก) เค้าจะให้เราทำกิจกรรมอะไรบ้างคะ แล้วควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ [โดย : mild วันที่ : 23-11-2016 ]
  • การ Workshop ของสถาปัตย์ลาดกระบังนั้น ในส่วนของโควต้าเรียนดี พี่ว่าทางสถาบันคงต้องการน้องที่มีทักษะพื้นฐานในด้านต่างๆครบถ้วน อาจจะไม่ต้องสมบูรณ์แบบขนาดนั้น เพียงแต่ว่าการที่สถาบันเอาน้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่เลย แล้วทำการทดสอบน้องแบบที่ไม่ใช่การสอบจับเวลาในห้องข้อเขียนเท่านั้น ทำให้เขาได้คุณสมบัติของเด็กที่อยากจะเข้าจริงๆน่ะครับ

    เพราะจริงๆแล้วเท่าที่ผ่านมา คำว่าโควต้าเรียนดี มันก็ค่อนข้างที่จะบอกตายตัวอยู่แล้วว่าทางสถาบันต้องการเด็กที่เรียนดี เพื่อให้โอกาสเด็กเหล่านั้นได้สิทธิ์ก่อน แต่ความวุ่นวายมันน่าจะอยู่ที่ เมื่อเด็กที่มีเกรดเฉลี่ยดีแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กพวกนี้ต้องการที่จะเรียนศาสตร์ทางการออกแบบสถาปัตย์จริงๆ หรือแค่ว่ามาเพื่อเห็นว่าเป็นโควต้าเท่านั้นก็เลยมาลองสอบเล่นๆ

    การที่ทางสถาบันจัดเป็น Workshop ถึง 2 วันนั้น มันเลยมีช่วงเวลาที่ยาวๆหน่อย คราวนี้ การทดสอบถูกแบ่งออกเป็น 2 วันเต็มๆครับ โดยที่วันแรกจะเป็นการทดสอบทางภาคสนามก่อนเลย จากนั้น วันที่2 ค่อยเอาสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดมาสรุปและทำการสัมภาษณ์อีกที (ข้อมูลนี้ อ้างอิงจากปี 2557-2558) ครับ

    คือ พี่ไม่ได้หมายความว่า มันจะเกิดขึ้นแน่นอนในปี 2559 นะครับ เพราะว่า เนื่องจากว่ามันเป็นการ Workshop น่ะ มันอาจจะมีอะไรที่ดิ้นได้ไปจากปีที่ผ่านมาครับ แต่น้องก็ต้องพยายามใช้ไหวพริบผ่านมันไปให้ได้ครับ


    วันแรกที่เข้าไปรายงานตัวที่สถาบัน สถาบันจะแบ่งออกเป็น 5 ฐาน เพื่อให้เราจับกลุ่มแล้วเวียนกันไป โดยที่แต่ละด่านก็จะมีการทดสอบทักษะแตกต่างกันไป มาว่ากันที่ด่านแรกเลยดีกว่า

    ฐานที่ 1

    ฐานนี้ทุกคนจะต้องไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น นั่นคือหอประชุมใหญ่ของทางคณะ เพื่อที่จะทำแบบทดสอบชุดเดียวกันทั้งหมดก่อน โดยแนวทางของตัวข้อสอบนั้น จะเป็นแนวที่จงใจทำให้น้องใช้ไหวพริบและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาทำข้อสอบ คือ ประมาณว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกประมาณว่า มีข้อสอบแบบนี้อยู่ในโลกด้วยเหรอ ยกตัวอย่างเช่น

    “จงเขียนชื่อ กรุงเทพมหานคร แบบชื่อเต็มกลับหลัง”

    มันเหมือนข้อสอบที่จงใจจะให้เราทำไม่ได้ และเสียกำลังใจอะไรประมาณนั้นครับ แต่พี่ก็อยากให้ตั้งใจพยายามทำอย่างเต็มที่ๆสุดนะครับ ไม่ใช่ว่าพอได้ยินแบบนี้แล้ว คราวนี้ก็แบบว่าไม่ต้องทำมันก็ได้นิ เพราะว่าตัวข้อสอบจงใจที่จะกวนประสาทเรา ยกอีกตัวอย่างก็เช่น

    “จงแก้เขาวงกตต่อไปนี้”

    ตามข้อก็จะเป็นแบบว่าเขาวงกตที่มันไม่มีทางแก้ได้ และอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ

    “จงเขียนชื่อพระมหากษัตริย์ที่มีอนุสาวรีย์ในอุทยานราชภัฏ 7 พระองค์”

    แต่ตัวข้อสอบเอง ดันให้ช่องว่างมา 9 ช่อง หรือตัวอย่างต่อไปก็จะประมาณว่า

    “จงเขียนแม่สีเสียง”

    แล้วตัวโจทย์ก็เว้นมาให้เรา 3 ช่อง ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่มีแม่สีเสียงน่ะครับ เสียงมันไม่มีสีน่ะ

    จากนั้น อยู่ดีๆอาจจะเปิดเพลงให้ฟังเล่นๆ เป็นเพลงภาษาอังกฤษ มันเหมือนฟังเล่นๆน่ะครับ แต่พอเพลงกำลังจะจบ ก็แจกข้อสอบ แล้วก็จั่วหน้าตัวข้อสอบว่า ทำถูกคะแนนบวกเพิ่ม ส่วนทำผิดคะแนนติดลบ ถ้าเกิดว่าไม่ทำเลยก็จะได้ศูนย์ครับ และก็มีวงเล็บท้ายข้อสอบว่าให้ทำให้ครบทุกข้อ อะไรประมาณนั้น


    หลังจากเสร็จข้อสอบตัวนี้แบบงงๆแล้ว ก็จะให้แยกย้ายไปตามฐานต่างๆ มีการแยกกลุ่มกันไว้ครับ


    ฐานที่ 2

    ฐานนี้เป็นฐานที่จะทดสอบเราเรื่องของความสร้างสรรค์งานในเชิงรูปทรง โดยอาจจะให้เอารูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานทั่วไป แล้วให้เราลองเอามาจัดวางดู อาจจะต่อเติมหรือหักลบกันเพื่อให้เกิดเป็นรูปแบบของอาคารที่เราชอบ

    มันเหมือนกับการฝึกให้เราลองเอาองค์ประกอบหลากหลายที่มีอยู่ ต่อไปต่อมา คล้ายกับการเอาเลโก้มาต่อเป็นอาคารน่ะ ซึ่งพอโจทย์เป็นแบบเปิดอย่างนี้ ก็ทำให้เราสามารถออกแบบเป็นอะไรก็ได้ไม่เหมือนกัน

    จริงๆข้อสอบแบบนี้ไม่มีผิดไม่มีถูกอะไรครับ เป็นข้อสอบที่วัดในเรื่องของจินตนาการมากกว่า โดยที่สิ่งที่เราจินตนาการนั้น ถ้าเกิดว่าเป็นศาสตร์ของสถาปัตยกรรม มันอาจจะต้องมีเรื่องของความเป็นไปได้ที่สามารถใช้งานได้จริงอยู่ด้วย คือประมาณว่าจินตนาการได้ครับแต่ต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริงด้วย

    โดยที่โจทย์อาจจะเพิ่มเติมสิ่งที่นอกเหนือจากรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานแล้ว อาจจะเพิ่มส่วนของเฟอร์นิเจอร์เข้าไปด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มเติมระดับจินตนาการเข้าไป โดยอาจจะเอาเก้าอี้ มาเป็นตัวตั้งต้น จากนั้นก็ให้เราเอาองค์ประกอบเรขาคณิตเข้ามาเสริม เพื่อสร้างให้เกิดเป็นตัวงานสถาปัตยกรรมที่เราคิดว่ามันดีที่สุดสำหรับการจัดองค์ประกอบน่ะครับ

    และหลังจากที่เราเอามาเชื่อมต่อ จัดองค์ประกอบกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่หมดเท่านี้ครับ แบบทดสอบต่อไปของฐานนี้คือ ให้เราเอาสิ่งที่เราจัดองค์ประกอบมาทั้งหมด เอามาจัดวางหามุมมองที่เราคิดว่ามันสวยสำหรับเราที่สุด จากนั้นทำการวาดภาพเหมือน (Deline) ออกมาตามเวลาเท่าที่กำหนดให้ครับ

    ฐานนี้ก็จะสามารถวัดทักษะทางการจัดองค์ประกอบได้ และทักษะทางการวาดได้ด้วย อีกทั้งยังให้กรรมการสามารถตรวจสอบได้ว่าผลงานที่เราเอามาส่งในแฟ้มผลงานที่สถาบันกำหนดให้นั้น ตรงกับลายเส้นของเราจริงๆหรอืเปล่า ประมาณว่าเราไม่ได้ไปเอางานของใครเขามานะ


    ฐานที่ 3

    แบบทดสอบของฐานนี้เป็นเรื่องของ ความแม่นยำ ความรอบคอบและทักษะในการตัดโมเดลเรขาคณิตพื้นฐาน

    โดยที่ทางสถาบันจะจัดเตรียมกระดาษ อาจจะเป็นกระดาษที่มีความหนาพอประมาณ เช่น กระดาษชานอ้อยเป็นต้น โดยโจทย์จะให้ รูปด้านบน(Plan), รูปด้านหน้า(Front) และรูปด้านข้าง(Side) จากนั้นให้เราแปลมันออกมาเป็นรูปทรงสามมิติ และเอามาตัดเป็นรูปทรงนั้นๆ

    ซึ่งการตัดไม่ใช่ว่าจะคิดอะไรแล้วก็ตัดไปโดยที่ไม่มีการวางแผนใดๆทั้งสิ้น เพราะว่าขนาดกระดาษที่โจทย์ให้มานั้น มันเรียกได้ว่าเราไม่สามารถตัดผิดพลาดได้เลย เพราะจะทำให้กระดาษที่มีอยู่ในมือนั้นไม่พอ

    ทุกชิ้นที่ต้องตัด เป็นเรื่องของความรอบคอบ คิดแล้วว่ามันต้องคุ้มค่าที่สุด ก็เป็นการวัดในเรื่องของหลักการใช้ของที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดตามที่มันควรจะเป็นครับ



    ฐานที่ 4

    ฐานนี้เป็นการทดสอบความสามารถทางภาษา รวมไปถึงทักษะในการเอาสิ่งที่เกิดเป็นภาษามาแปลงออกเป็นภาพตามจินตนาการได้ด้วย ซึ่งเป็นความสามารถที่จำเป็นของสถาปนิกอยู่แล้ว

    โดยที่เบื้องต้นโจทย์จะกำหนดบทความมาให้เป็นภาษาอังกฤษ ลักษณะก็จะเป็นการบรรยายเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทำบ้าน อาคารทั้งหลาย จากนั้นก็เล่าถึงเรือนไม้ อะไรประมาณนี้ แล้วให้เราถอดบทความออกมาเป็นภาษาไทยก่อน แต่ต้องเขียนด้วยลายมีที่สวยงามนะ เพราะคณะนี้เน้นการเขียนส่งงานที่เป็นลายมือที่สามารถอ่านได้ง่าย นี่ก็เป็นอีกคุณลักษณะของสถาปนิกเหมือนกันครับ


    จากนั้นก็เอาบทความที่ถอดมาเป็นภาษาไทยนั่นล่ะ เอามาเขียนเป็นภาพที่เกิดขึ้นในจินตนาการของเราในรูปแบบของการเขียนทัศนียภาพให้สวยงาม

    และหลังจากนั้นอาจจะมีการเอาบทความภาษาไทยให้ ลองแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย คือจริงๆแล้วข้อสอบอะไรประมาณนี้ ถึงมันจะค่อนข้างยากและน้องหลายคนอาจจะยี้ได้ คือประมาณว่าน้องสามารถเขียนทัศนียภาพวาดรูปได้สวยงาม แต่ไม่สามารถทำข้อสอบข้อนี้ได้เพราะว่าเราไม่สามารถแปลภาษาออก ข้อนี้อาจจะมีท้อบ้าง แต่ก็นั่นล่ะครับ มันเป็นฐานที่เขาจะวัดทักษะทางภาษาของเรา

    เอาเข้าจริงแล้วพี่ว่ามันดีกว่าการที่เรามานั่งทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษแบบที่เขาทดสอบกันตามท้องตลาดทั่วไปอีกนะครับ เพราะแบบนี้มันเหมือนกับว่าเราต้องนั่งวิเคราะห์เลยว่าสิ่งที่โจทย์ว่ามานั้น เราเข้าใจมันมากแค่ไหน เพราะใจความสำคัญที่สุดของภาษานั้นคือการที่เราสามารถสื่อสารกันแล้วเข้าใจ และในเมื่อเข้าใจทางภาษาแล้วเราก็สกัดออกมาเป็นภาพ เป็นจินตนาการได้ด้วย



    ฐานที่ 5 (ฐานสุดท้ายของวันแรก)

    เป็นฐานที่ใช้ทดสอบความสามารถเบื้องต้นของการออกแบบโดยใช้ Computer เป็นเครื่องมือ ประมาณว่า ถ้าเกิดว่าน้องคนไหนไม่ได้มีความสามารถที่โดดเด่นทางลายเส้นขนาดนั้น ก็อาจจะต้องใช้ตรงนี้เข้ามาช่วยเสริมด้วยก็ได้ แต่จริงๆแล้วสำหรับนักออกแบบ ความสามารถทางการคิดแล้วเขียนด้วยมือออกมาพี่ว่ามันยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร หรือว่าโลกเราจะมีเครื่องมือที่เข้ามาช่วยทางการสร้างภาพเหมือนแค่ไหนก็ตาม

    และโปรแกรมพื้นฐานทาง Computer นั้น ทางสถาบันเลือกใช้ Sketch Up ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้งานได้ไม่ยาก จริงๆแล้วสามารถ Load โปรแกรมนี้แล้วลองมาฝึกใช้ก็ได้ ซึ่งพี่ว่าถ้าเกิดว่ามีพื้นฐานทางการใช้งาน Computer อยู่บ้าง ก็สามารถเรียนรู้และทำออกมาได้ไม่ยากครับ

    คือ จริงๆแล้วพี่อยากจะบอกว่า เราอาจจะต้องไม่ซีเรียสในส่วนของการทดสอบของฐานนี้เท่าไรนักนะครับ เพราะว่ามันมีเพื่อเอามาทดสอบถ้าเผื่อว่าเราพอจะมีพื้นฐานตรงนี้ไหม แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้มี โอเค คะแนนมันอาจจะไม่เท่าคนที่เขามีตรงนี้และทำออกมาได้เร็ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างครับ

    แต่ถ้าเกิดว่าน้องพอจะมีเวลา พี่ก็อยากให้น้องลองจับๆอะไรตรงนี้ดูหน่อย เอาแบบว่าพอสามารถสร้างรูปทรงพื้นฐานได้ก็พอแล้วล่ะครับ

    ในส่วนของการทดสอบส่วนนี้นั้น ทางสถาบันเขาจะเตรียมรุ่นพี่เอาไว้คอยช่วยเหลืออยู่บ้างพอสมควรครับ ก็จะไม่ได้ให้บรรยากาศมันดูเครียดมากจนเกินไป

    ส่วนเรื่องของโจทย์ อันนี้ก็แล้วแต่ปีที่จะออกครับ อย่างปีที่ผ่านมานั้นก็จะเป็นโจทย์ให้สร้างที่พักอาศัยชั่วคราว (Shelter) บนดวงจันทร์ อันนี้ก็ปล่อยให้สนุกกับการเล่นเรื่องของรูปทรง (Form) กันอย่างเต็มที่เลยครับ พี่ว่าส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนที่สนุกที่สุดนะครับ เพราะว่าทุกคนก็สามารถทำงานออกมาได้หมดนั่นล่ะครับ เพียงแต่หน้าตาของมันจะออกมายังไงเท่านั้นเอง แต่ว่าก็ไม่ได้มีผิดหรือถูกมากมายครับ เล่นกับจินตนาการล้วนๆ




    ถัดมาคือวันที่ 2

    ช่วงวันที่ 2 นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือช่วงเช้ากับช่วงบ่าย

    ช่วงเช้านั้น จะเป็นช่วงที่เปิดให้กับน้องๆได้คิดละครขึ้นมา เหมือนกับว่าเป็นการ Present ของกลุ่มตัวเอง โดยทางสถาบันก็ไม่ได้มีโจทย์อะไรที่ตายตัวแน่นอน เป็นแบบว่าขำๆมากกว่าครับ เน้นเรื่องของทักษะการแสดงออก น้องหลายคนอาจจะบอกว่า เฮ้ย ส่วนนี้นั้นไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับการเข้าเรียนคณะนี้เลย เรามาสมัครเรียนเพื่อเป็นนักออกแบบนะไม่ใช่นักแสดง

    อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นเลยนะครับ เพราะพี่ว่าทักษะทางการคิดอะไรพวกนี้แหละ เป็นทักษะที่มีเสน่ห์และเป็นทักษะที่น้องควรจะต้องฝึกฝนเป็นอย่างมาก เชื่อแน่ครับว่ามันจะมีผลต่อวิชาชีพของน้องในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะคณะที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์นั้น เราหนีเรื่องของการแสดงออกที่มีเสน่ห์ไปไม่ได้ครับ

    พี่ว่าทางคณะเขาก็น่าจะอยากได้น้องที่นอกจากจะมีพื้นฐานทักษะทางการออกแบบที่ดีแล้ว เขาก็น่าจะอยากได้คนที่มีทักษะเสน่ห์ทางการพูดคุย เป็นมิตร อะไรประมาณนั้นด้วยครับ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สถาปนิกทุกคนควรจะมี เวลาที่เราไปเจอลูกค้าหรืออะไร การพูดจานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    ซึ่งตอนเช้านั้น ก็จะเน้นไปที่การซ้อมมากกว่า เพราะการแสดงนั้นจะอยู่ในช่วงบ่ายๆ หลังสัมภาษณ์ก่อนกลับครับ

    ส่วนช่วงบ่ายนั้น จะเริ่มต้นด้วยการเข้าไปสัมภาษณ์เรียงคนไปเลย โดยต่อ 1 คนจะเข้าไปเจอกรรมการประมาณ 4-5 คนครับ ซึ่งตัวกรรมการก็จะถือเอาแฟ้มผลงานของเราอยู่ในมือประกอบการสัมภาษณ์อยู่ แล้วหลังจากที่สัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็จะมารวมตัวกันเพื่อแสดงละครที่ตัวเองซ้อมกันมาในช่วงเช้า หลังจากัน้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นการ Workshop ครับ
  • พี่ค่ะคือหนูกำลังเรียนม.4เป็นเด็กต่างจังหวัดอ่ะค่ะ แล้วสนใจทางด้านสถาปัต พี่มีคอสช่วงปิดเทอมไหมค่ะและพอจะมีคำแนะนำยังไงบ้างค่ะเพราะหนูยังไม่มีพื้นฐานเลยค่ะ [โดย : เอิร์น วันที่ : 09-10-2016 ]
  • ถ้าเกิดว่าเป็นน้องม.4 แล้วอยู่ต่างจังหวัด อันนี้ช่วงเดือนตุลาคม ทาง A Le Paint เราจะไม่ได้มี Course สำหรับน้องต่างจังหวัดน่ะครับ เนื่องจากว่า ช่วงเวลาที่ปิดเทอมเล็กค่อนข้างน้อยเกินกว่าที่เราจะสอนให้เกิดประสิทธิภาพได้ (เพราะทางสถาบันเราไม่ได้เน้นการเรียนแบบทุกวันน่ะครับ)

    แต่ Course ของน้องๆต่างจังหวัดนั้น ทุกๆปี เราจะเปิดให้เข้ามาเรียนลุยกันเต็มที่ในช่วงเดือน มีนาคม - เมษายน ครับ เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่กินถึง 2 เดือน จะได้มีเวลาในการเห็นพัฒนาการต่างๆได้ง่าย ซึ่งตั้งแต่มกราคมเป็นต้นไป น้องๆสามารถติดตามข่าวสารได้จากทาง Facebook หรือ ทาง Website ของสถาบันเพื่อดูกำหนดการและสมัครไ้ด้นะครับ :)
  • ช่วงเดือนตุลาคม (ปิดกลางภาด) มีเปิดติวช่วงวันธรรมดาด้วยใหม Course เตรียมความพร้อม วิชา “ความถนัดทางสถาปัตยกรรม” [โดย : วัฒนา วันที่ : 21-09-2016 ]
  • ช่วงเดือนตุลาคมนี้ ถ้าเกิดว่าเป็นน้องชั้นม4-5 ทาง A Le Paint เราจะรวมน้องๆกลุ่มนี้ไปสอนเพื่อเก็บตัวที
    เดียวเลยในช่วง พฤศจิกายนเป็นต้นไปครับ

    เนื่องจากในช่วงตุลาคม เราจะ Focus การซ้อมข้อสอบ
    อย่างเต็มที่ไปกับน้องๆม.6 ครับ เพื่อให้น้องๆม6
    ประสบความสำเร็จ สอบติดครบทุกคน เป็นสัญญาที่ให้ไว้กับน้องๆน่ะครับ

    ส่วน ม.4-5 จะรวมที่พฤศจิกายน เพื่อลุยระยะยาวกันไปเลยครับ

    แต่ถ้าเกิดว่าเป็นน้องม6 รบกวนโทรเข้ามาสอบถามได้ที่
    081-849-1044 หรือ 086-019-9989
    เพื่อทำการวางตารางเรียนเลยครับ
  • ถ้าผมเรียนสถาปัตย์จะมีโอกาสตกงานไหมครับ คือตอนนี้ผมอยู่ ม.6 และผมก็ชอบทางด้านนี้ด้วยครับ แต่ผมแบบไม่แน่ใจพราะผมกลัวตกงานครับ [โดย : Alberto Cosmo วันที่ : 03-08-2016 ]
  • โอกาสตกงานมีน้อยมากๆครับ เพราะว่าดูจากจำนวนงานและที่ว่างในตำแหน่งต่างๆนั้น ยังมีความต้องการในประเทศเราอีกมากครับ หลายคนอาจจะบอกว่าโครงการหลายโครงการต้องรอดูทีท่าของเศรษฐกิจก่อนว่ามันดีหรือไม่ดี เพราะว่าเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นอยู่กับความเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งพี่เองก็ไม่ได้เถียงอะไรครับ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดว่าเอาคำที่ว่า “เศรษฐกิจ” เข้ามาตัดสินนั้น พี่ว่ามันก็อาจจะต้องนับทุกๆอาชีพเลยครับ เพราะต่างก็ส่งผลกระทบถึงกันทั้งนั้นล่ะ ไม่ว่าจะด้วยทางตรงหรือทางอ้อม

    ซึ่งปัจจุบันนี้ ทุกอย่างมันค่อนข้างเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่าสมัยก่อนเยอะครับ เนื่องจากว่าเทคโนโลยีทาง Internet เข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานในอาชีพของนักออกแบบไปเยอะมากเลยทีเดียว เวลาที่เราจะออกแบบโครงการอะไรสักอย่าง เราไม่จำเป็นจะต้องเป็นสถาปนิกของประเทศนั้นๆก็ได้ เพียงแต่ว่ามีฝีมือและมีความขยันเข้าสู้ ก็เป็นอาชีพที่สามารถรับงานที่เกิดขึ้นต่างๆทั่วโลกได้ แม้ว่าตัวเป็นๆเราจะทำงานอยู่ที่เมืองไทย เมื่อทำเสร็จเราก็อาจจะส่งงานไปยังทวีปต่างๆได้ครับ ทำให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย

    งานมันมีอยู่ตลอดเวลาครับ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเลือกงานกันมากกว่า เพราะความที่เป็นนักออกแบบ จะมีสิ่งที่เรียกกันว่า ความเป็น “อินดี้” อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว


    แต่พี่ก็จะลองพยายามสรุปสาเหตุของน้องๆเพื่อนๆพี่ๆหลายคนที่พี่ขอไม่ใช้คำว่าตกงานละกันนะครับ ขอใช้คำว่า เลือกในทางที่ตัวเองชอบและไม่ได้มีสังกัดอยู่ในฐานะเป็นพนักงานบริษัทละกันนะครับ แต่พี่อยากเพิ่มเติมอีกส่วนด้วยครับ นั่นคือ นอกจากเมื่อเรียนจบสถาปัตย์แล้ว ถ้าเกิดว่าไม่ได้เข้าไปทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกนั้น จะปันใจไปทำงานได้ในส่วนไหน เพื่อให้ครบกับความต้องการของน้องจริงๆว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทั้งหมดรองรับยังไงบ้าง เพื่อเป็นการต่อยอดคำถามให้เลยครับ (อันนี้พี่ไม่ได้รวมถึงสาขาในการเรียนต่อนะครับ เพราะมีเยอะมาก)

    1.เลือกงานที่ทำ หรือบริษัทที่ต้องการเท่านั้น

    หลายคนอาจจะบอกครับว่า นี่ยังไม่คิดว่าจะมีงานทำเลย ยังจะมาเลือกงานอะไรกันอีกให้วุ่นวาย พี่ขอบอกเลยครับว่า อาชีพอย่างเราๆนั้น เท่าที่พี่เห็นนะครับ ส่วนใหญ่แล้วจบมาก็มักจะเลือกบริษัทที่ตัวเองคิดว่ามันเท่ห์มากๆ อย่างหนึ่งเลยมันก็เป็นเสมือนบันไดสร้างชื่อเสียงทั้งในการทำงานและการเรียนรู้ควบคู่กันไปด้วยน่ะครับ

    และส่วนใหญ่ของเด็กที่จบมาแล้วเลือกบริษัทใหญ่เป็นหลักนั้นก็มีมากอยู่เหมือนกันครับ เพราะว่ามันอาจจะทำให้ตัวเองเกิดความรู้สึกภูมิใจ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองในการที่จะได้มีประสบการณ์ในการได้ทำโครงการใหญ่ๆอีกด้วย

    และแน่นอนว่าอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างย่อมดีกว่าบริษัทเล็กๆแน่นอนครับ ข้อมูลนี้ หาได้ง่ายครับว่าบริษัทไหนเป็นบริษัทที่ร้อนแรงในสายตาของน้องๆ โดยข้อมูลการยื่นใบสมัครฝึกงานมันจะฟ้องอยู่แล้วทุกปี บริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียง จะมีน้องๆจากทั่วสารทิศเข้ามาฝึกงานกันเต็มไปหมด เรียกได้ว่าแทบจะเดินเบียดกันตายเลยทีเดียว

    ซึ่งพี่ว่าความเป็นจริงแล้ว ถ้าเกิดว่าเราไม่เรื่องมาก บริษัทเล็กๆเป็นสถานที่ๆน่าฝึกวิชามากกว่าหลายเท่าเลยนะครับ ลองมองในมุมกลับดู อันนี้พี่กลับมาพูดถึงเรื่องของการเรียนจบแล้วกำลังจะเข้าทำงานนะครับ

    พี่เองเคยมาหมดแล้วครับกับการทำงานทั้งบริษัทเล็กและบริษัทใหญ่ ความยากของบริษัทใหญ่ก็คือ อัตราการแข่งขันในการทำงานนั้นจะมีค่อนข้างสูงมากครับ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนของการสมัครงานเลยทีเดียว เพราะเราจะมีคู่แข่งหลายคนที่เข้ามาเป็นตัวเลือกตลอดเวลา ซึ่งพี่ว่ามันก็คงเป็นคล้ายๆกันกับอาชีพอื่นๆนั่นล่ะครับ


    และการเข้าทำงานของบริษัทใหญ่นั้น เนื่องจากว่าเป็นบริษัทใหญ่ ทำให้ลักษณะการทำงานในแต่ละแผนกนั้นแบ่งแยกงานกันอย่างชัดเจน ถ้าเกิดว่าน้องอยู่แผนกออกแบบ วันๆก็ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากพยายามออกแบบเพื่อให้เกิดความโดดเด่นอยู่เสมอ ส่วนบางแผนกที่เป็นแผนกขึ้นหุ่นจำลอง ก็จะเรียกได้ว่าใช้ชีวิตอยู่กับแบบจำลองกันไปเลย หรือในส่วนของการนำเสนอผลงานออกในรูปแบบของสามมิติ หรือที่เราเรียกว่าการทำ 3D Presentation นั้น น้องก็จะเน้นทำอย่างนี้แบบเต็มๆเลย

    งานมันจะเน้นลงลึกน่ะ เพียงแต่ว่าอาจจะลงลึกเป็นส่วนๆไปครับ ไม่ได้ลงแบบภาพรวมเท่าไหร่ เนื่องจากว่าโครงการที่บริษัทได้รับมานั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหญ่ ต้องใช้การทำงานหลายฝ่ายในการผลิตขึ้นมา

    การทำงานในลักษณะของการแยกออกเป็นแผนกรับผิดชอบไปเลย จึงเป็นการทำงานที่ดูเหมือนจะง่ายกว่าครับ ซึ่งมันจะแตกต่างจากบริษัทที่มีขนาดเล็กไปเลย เพราะบริษัทนี้นั้น เขาไม่ได้มีนักออกแบบมากพอที่จะสามารถแยกทุกคนออกเป็นแต่ละแผนกครับ คือ ประมาณว่าทุกคนต้องทำหน้าที่ทุกอย่างเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าน้องไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เรียนอะไรครับ น้องอาจจะต้องทำงานทุกๆขั้นตอนเลย ตั้งแต่การรับแบบเอามาออกแบบ ยันไปถึงทุกส่วนจนงานนั้นเสร็จเลย

    ข้อดีของการทำงานในลักษณะนี้นั้น เราจะเข้าถึงรายละเอียดทุกขั้นตอนเลย เรียกได้ว่าไม่เป็นก็ต้องเป็นกันล่ะทีนี้ ไม่มีคำว่าใช้โปรแกรมอันนั้นอันนี้ไม่ได้ เราต้องทำได้ทุกอย่าง แต่ก็นั่นล่ะครับ ประสบการณ์ทุกอย่างจะอยู่ในมือน้องทันที

    การที่เราเป็นทุกอย่างนั้น มันมีแง่มุมที่ดีในอนาคตอยู่เหมือนกันนะครับ โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่น้องเบื่อการทำงานในรูปแบบของบริษัทที่ต้องตื่นทุกเช้าไปเข้างานแล้วล่ะก็ น้องอาจจะสามารถออกมาเป็นนักออกแบบอิสระได้ครับ คือสามารถเลือกรับงานได้เอง รับผิดชอบทุกอย่างได้เอง โดยทุกที่นั้นเป็นที่ทำงานของน้อง ซึ่งกว่าที่เราจะถึงจุดนั้นได้ เราก็ต้องมีประสบการณ์จากบริษัทและการทำงานจริงๆมาบ้างพอสมควร หรือบางคนอาจจะทำงานทั้งสองทางได้เลยครับ คือทั้งบริษัทด้วย และช่วงเวลาที่เลิกงานหรือว่าวันหยุดเสาร์ อาทิตย์นั้น ก็รับงานนอกเอามาทำเพื่อหารายได้เสริมได้อีกด้วย

    ถ้าเกิดว่าเป็นคนที่หนักเบาเอาสู้ และยึดคุณภาพของงานเป็นที่ตั้งแล้วล่ะก็ พี่ว่าไม่มีคำว่าไม่มีงานหรอกครับ นอกจากจะยึดติดกับบริษัทใหญ่ๆถ้าไม่ได้ก็ไม่เอาเลย มันก็อาจจะหางานยากครับในบางที


    2..ชอบชีวิตอิสระ อยากเป็นนายของตัวเอง อยากรับงานนอกทำเท่านั้น จะได้มีเวลาไปนั่งชิวๆอยู่ที่ร้านกาแฟ แล้วทำงานไปด้วย

    อันนี้ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้วนะครับ เพราะว่าบางคนนั้น ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ อาจจะเข้าฝึกงานตามบริษัทจนตัวเองนั้นมีประสบการณ์มากพอที่จะเข้าใจระบบการทำงานทั้งหมดแล้ว และอาจจะมีโลกส่วนตัวประมาณว่าไม่อยากตื่นเช้าผจญปัญหาเกี่ยวกับการเดินทาง ก็อาจจะแยกตัวออกมาจากบริษัท แล้วเลือกที่จะออกมารับงานด้วยตัวเอง

    โดยการทำแบบนี้นั้น เราไม่สามารถเริ่มต้นจากตรงนี้ได้เลย เราอาจจะต้องรู้จักกับพี่ๆหลายคนที่ทำงานอยู่ตรงนี้ แล้วเห็นแล้วว่าเรามีฝีมือในลักษณะแบบไหนอยู่หลายคน มันเลยทำให้เราไม่ต้องวิ่งไปหางานอย่างเดียว เพราะถ้าเราไม่ได้มีพี่หลายคนที่คอยรู้จักและชื่นชอบงานของเราคอยส่งงานให้ มันก็ค่อนข้างลำบากน่ะจริงไหมครับ เพราะการที่เราจะไปนั่งเร่หางานมันเป็นเรื่องยาก เพราะงานของเรามันไม่ใช่การออกไปขายตรงหรือทำยอดอะไรประมาณนั้น หรือว่าเราเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงมากมายที่ลูกค้าหลายคนต้องตามมาง้ออยู่ตลอดเวลา

    ก็อย่างที่พี่มักจะเห็นน้องที่เพิ่งเรียนจบหลายๆคนที่มักจะบ่นผ่านทางสื่อออนไลด์เสมอๆว่า เป็นอาชีพที่น่าสงสารเพราะเรียนหนักแถมยังจบออกมาแล้วงานที่ทำมันก็มีน้อยซะเหลือเกิน อะไรประมาณนั้น ซึ่งอันนี้เป็นผลมาจากการที่เขายังไม่ได้มีงานที่มีคุณภาพเพียงพอที่คนที่รู้จักหลายคนจะโยนงานมาให้

    การเลือกใช้ชีวิตแบบอิสระอ้างอิงตัวเองแบบนี้นั้น นักออกแบบส่วนใหญ่มักจะเอาไปเป็นทางเลือกที่สองประมาณว่าเป็นอาชีพเสริมในวันที่ตัวเองว่างน่ะครับ แต่ข้อเสียของมันก็คือ คนที่เขาโยนงานให้เขาก็อยากได้งานที่มันค่อนข้างรวดเร็วน่ะครับ เพราะว่ามันก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่คนที่มีอาชีพอิสระสามารถผลิตงานได้อย่างรวดเร็วกว่าคนที่เขาทำงานอยู่ตามบริษัทที่ต้องเจียดเวลาหลังเลิกงานมาทำเท่านั้น

    พี่เองมีเพื่อนอยู่หลายคนเหมือนกันที่เดินเส้นทางนี้ แล้วก็มีชีวิตที่ค่อนข้างชอบในตัวของเขาเอง เรียกได้ว่าตื่นมาแล้วมีงานทำตลอดทั้งปี อยากไปเที่ยวไหนก็สามารถวางแผนได้ โดยที่ไม่ต้องมานั่งส่งใบลากิจลาป่วยอะไรทั้งนั้น อยากตื่นมาทำานเมื่อไหร่ก็ตื่น นอนเมื่อไหร่ก็นอน ถ้าเกิดว่าช่วงไหนที่ไม่มีงานเข้าโดยอาจจะว่างประมาณ 1 เดือน ก็เตรียมแผนการออกเที่ยวอย่างเต็มที่ไปเลย

    เป็นทางเลือกอีกสายสำหรับคนที่ครองตนได้ด้วยตัวเองครับ อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นโสดหรือไม่เป็นแล้วจะดีหรือไม่ดีนะครับ เพราะแต่งงานมีลูกก็สามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ครับ ก็จะบริหารเวลาที่สามารถใช้อยู่กับลูกได้เหมือนกัน

    และนี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ ที่เท่าที่เห็นว่าไม่ได้เข้าทำงานตามระบบแต่มีระบบการทำงานที่เป็นของตัวเอง

    3.ค้นพบตัวเองว่าต้องการเอาความคิดสร้างสรรค์โดดไปทำงานในสายอื่นๆ

    อันนี้ต่อจากนี้จะไม่เรียกว่าตกงานนะครับ แต่เรียกว่ากระโดดไปสนุกกับสายอื่นน้องประเภทนี้นั้น ถ้าเกิดว่าเป็นเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน ก็จะหาทางเข้าไปทำงานที่บริษัทประมาณว่าจะเรียนรู้อยู่ในระบบก่อน หลังจากนั้นพอเข้าใจแล้วว่าอาจจะไม่ได้ชอบที่จะเป็นนักออกแบบโดยตรงที่อยู่ในระบบ คราวนี้ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ก็อาจจะค้นหาตัวเองเจอว่ามีความชอบแบบไหน

    จากนั้นก็เริ่มต้นที่จะทำงานไปทางด้านนั้นเลย โดยที่อาจจะเอาความสามารถทางความคิดและพื้นฐานที่มีอยู่นั้นใช้ในการเปลี่ยนแนวทางในการสมัครงานครับ ซึ่งสายต่างๆที่สามารถเบี่ยงๆออกไปสมัครได้ก็อาจจะมีตัวอย่างดังนี้ครับ

    3.1.สายงานออกแบบเวทีและจัดคอนเสิร์ต

    สายนี้นักออกแบบหลายคนผันตัวไปเป็นเยอะอยู่เหมือนกัน แต่โดยพื้นฐานแล้วอาจจะเป็นคนชอบและรักเกี่ยวกับดนตรีก่อน ซึ่งความที่เป็นเด็กสถาปัตย์นั้นจะมีความได้เปรียบกว่าสายอื่นอยู่ตรงที่ มีพื้นฐานทางการเขียนแบบโครงสร้างมาอยู่แล้ว ดังนั้น จินตนาการต่างๆที่เราจะใส่ลงไปบนเวทีหรือรายละเอียดต่างๆภายในงานนั้น เราสามารถทำได้ทันทีเลย เพราะเราเรียนอะไรที่มันยากกว่ามาแล้ว

    พี่มีเพื่อนหลายคนอยู่เหมือนกันที่เมื่อเรียนจบแล้วออกเดินทางเข้าไปสู่สายนี้เลย เพราะช่วงเวลาที่เรียนอยู่นั้นเป็นคนที่ชอบจัดงาน เป็นแม่งานพ่องานอยู่แล้ว มีความสุขที่ได้วางตารางงานรื่นเริงต่างๆในคณะ

    พอเรียนจบก็ตั้งใจไว้เลยว่าจะเดินเข้าสู่เส้นทางนี้เลย ถึงขั้นไม่สอบใบประกอบวิชาชีพทางการออกแบบด้วยซ้ำ เรียกได้ว่ามั่นใจมากว่าจะเดินไปทางสายนี้แน่นอน ซึ่งเขาเองก็เอาความรู้ที่เกี่ยวกับการออกแบบพร้อมทั้งโครงสร้างต่างๆเข้ามาทำให้ตัวเขาเกิดความแตกต่าง จนสมัครเข้าไปอยู่กับค่ายเพลงชื่อดัง และเดินทางเข้าสู่อาชีพสายนี้แบบเต็มๆ


    3.2.สายงานจัดนิทรรศกาล (Event)

    จริงๆแล้วสายนี้มีความคล้ายกับสายของการจัดคอนเสิร์ตอยู่เหมือนกัน และได้รับความนิยมมากว่าด้วยซ้ำ เพราะขนาดสัดส่วนของงานมันเล็กลงมาหลายเท่าตัว และสามารถรับงานยิบย่อยได้หลายงานพร้อมกัน

    ส่วนเงินที่ได้รับนั้นก็ดีไม่ใช่เล่นเลยครับ เพื่อนพี่หลายคนผันตัวเองเข้ามาทางสายนี้เหมือนกัน ลักษณะของงานจะเป็นเหมือนกับการที่ลูกค้ามีสินค้าหรือว่างานนิทรรศการต่างๆแล้วมีความต้องการจะจัดงานเพื่อดึงดูดให้ผู้คนทั่วไป เข้าถึงตัวสินค้าหรือสิ่งที่ต้องการมากขึ้น ก็จะต้องพึ่งพากับนักออกแบบจัดงาน

    งานประเภทนี้นั้นจะมีการเตรียมการออกแบบทั้งรูปแบบงานและที่ตั้งของสินค้าต่างๆ งานนี้ครอบคลุมไปถึงส่วนของแฟชั่นด้วย ดังนั้น งานแฟชั่นต่างๆที่ตื่นตาตื่นใจ ก็มาจากการที่เราออกแบบทั้งเวที รูปแบบของงาน และอีกหลายส่วน


    3.3.สายสร้างสรรค์งานโฆษณา

    สายนี้เป็นสายยอดฮิตอีกสายเลยครับที่เหล่าเด็กที่เรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ต่างตบเท้าเรียงคิวกันเข้าไปทำงานครับ โดยที่มีชื่อเรียกกันจนชินปากว่า “ครีเอทีฟ” (Creative)

    เนื่องจากวิถีการเรียนของเรานั้นมันเป็นแบบที่ต้องสร้างผลงานอะไรใหม่ๆให้เกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว มันก็เลยอาจจะเข้ากับความที่สายโฆษณาเขาต้องการอะไรทำนองนี้ ไม่น่าเบื่อ ไม่ซ้ำจำเจอะไรกับใคร แต่สายนี้นั้นค่อนข้างดูดพลังงานทางความคิดมากพอสมควรครับ เป็นสายงานที่หัวต้องแล่นอยู่ตลอดเวลา แต่โดยส่วนมากแล้วมันก็เป็นคุณลักษณะที่เกิดขึ้นกับเด็กคณะนี้อยู่แล้วล่ะครับ

    แน่นอนครับ น้องหลายคนที่จบคณะสถาปัตย์นั้น เรียกได้ว่าไม่ต้องเกรงกลัวที่จะเดินเท้าเข้าไปสมัครงานทั้งๆที่เรายังไม่ได้มีวุฒิอะไรมาเป็นหลักประกันในความเก๋าทางความคิดของเราก็ได้ เพราะว่าด้วยความที่เป็นสายที่รุ่นพี่ๆนั้นเขากรุยทางเข้ามาให้ในระดับหนึ่งแล้วครับ ก็เป็นอีกสายหนึ่งที่เส้นทางนั้นเปิดในเราก้าวเข้าไปทำงานอยู่ตลอดเวลา


    3.4.สายเกมส์โชว์, ละครเวที รวมไปถึงงานในวงการบันเทิงต่างๆ

    อย่างที่เรารู้กันอยู่ครับว่า เกมส์โชว์นั้นเป็นศาสตร์แห่งความสด เป็นศาสตร์แห่งความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา และแน่นอนครับเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ที่ครอบครองส่วนแบ่งที่ใหญ่ๆของเมืองไทย หลายๆคนก็มีพื้นฐานมาจากคณะสถาปัตย์ด้วยกันทั้งนั้น และนี่ก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งครับที่รุ่นพี่นั้นกรุยทางมาให้ค่อนข้างที่จะเยอะอยู่พอสมควร

    พื้นฐานของความสนุกสนานแบบนี้มันเป็นนิสัยของเด็กคณะนี้อยู่แล้วน่ะครับ จริงๆแล้วมันเริ่มมาจากกิจกรรมที่ทำที่คณะด้วยซ้ำไปครับ ถ้าเกิดว่าน้องลองสังเกตดีๆนะครับไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมรับน้องหรืออะไรทั้งหลาย คณะนี้นั้นจะมีควมสนุกที่แตกต่างไปจากคณะอื่น คือ “ความสด” ความสดในที่นี้หมายความว่า ทุกอย่างต้องสดใหม่และเกิดความคิดขึ้นเดี๋ยวนั้นเลย มันถึงจะสนุกและได้อารมณ์

    ประมาณว่าถ้าเป็นเต้น ก็จะไม่ยอมเต้นท่าหรืออะไรที่เหมือนๆกันทั้งคณะ เพราะเป็นคณะที่แต่ละคนพยายามจะมีความแตกต่างที่เป็นของตัวเอง บางมหาลัยถึงขั้นทุกคนต้องแบ่งกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เพื่อคิดละครขึ้นมาแสดงสดให้รุ่นพี่ดูระหว่างการรับน้องก็มี ดังนั้น ความสามารถในการด้ลสดของคณะนี้จะมีอยู่อย่างท่วมท้นครับ อีกทั้งยังมีในส่วนของละครเวที ซึ่งเป็นเวทีที่ใช้ฝึกพลังอะไรหลายอย่างมาก จังหวะในการทำงานเกี่ยวกับศาสตร์ของวงการบันเทิงเลยค่อนข้างเต็มเปี่ยมอยู่แล้วเมื่อเรียนจบ เราจึงเห็นว่าเด็กคณะนี้หลายคนเดินทางสู่การทำงานในวงการนี้เต็มไปหมด


    3.5.สายสร้างภาพกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ที่งภาพนิ่งและเคลื่อนไหว รวมไปถึงการทำ Application ,เกมส์ และฉากเกมส์

    สายนี้นั้นเป็นอีกสายที่แตกแขนงออกมา ซึ่งถ้าเกิดว่าเรียกกันอย่างเป็นทางการแล้ว เราจะเรียกกัรว่าสาย Multimedia Art จริงๆแล้วภายในภาควิชาของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์บางภาควิชา เขาก็มีสอนเรื่องนี้อยู่บ้างในหลักสูตรเพื่อประกอบการอธิบายและแสดงผลงานของตัวนักศึกษาเวลาที่ทำงานเสร็จอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้เรียนเป็นจริงเป็นจังมากมายเท่าไร

    แต่ในเมื่อมีพื้นฐานตรงนี้อยู่แล้ว การต่อยอดก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ หลายคนต้องการความมั่นใจมากขึ้น ก็อาจจะเลือกไปเรียนต่อที่เมืองนอกก็มีหลักสูตรที่น่าเรียนหลายตัวรองรับอยู่ครับ ซึ่งสายงานพวกนี้นั้นนอกจากจะเข้ามาทำการ Present ต่างๆในสื่อโฆษณาแล้ว ยังเลยไปถึงการทำ Website ได้อีกด้วย คราวนี้พอถึงเรื่องของการทำพวกนี้ แน่นอนถ้าอยากจะลงลึกไปอีก ก็อาจจะต้องเน้นในส่วนของการเขียนโปรแกรมด้วย เป็นภาษาคอมพิวเตอร์น่ะครับ แต่ว่าไม่ต้องลงลึกมากขนาดพวกวิศวะอะไรประมาณนั้นนะครับ เพราะสิ่งที่เราเน้นเราจะเน้นไปในเรื่องของการออกแบบความสวยงามมากกว่า


    ความคิดสร้างสรรค์ที่สนุกนั้นเมื่อเอามาเป็นความรู้ที่จะแตกแขนงไปยังส่วนต่างๆ มันจะถูกพัฒนาไปแบบไม่มีขีดจำกัด อาจจะเป็นเพราะว่าความโชคดีที่คณะนี้สร้างระบบความสามารถทางสามมิติของเราขึ้นมาในเชิงที่มันลึกกว่าชาวบ้าน และเราสามารถสร้างบ้าน ออกแบบอาคารต่างๆได้ ทั้งภายนอกและภายใน ไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้น การที่เราจะออกเดินทางไปสู่อาชีพของการสร้างฉากเกมส์นั้น จึงเป็นอาชีพที่นิยมกันมากในปัจจุบันอยู่เหมือนกัน

    ซึ่งบริษัทสถาปนิกหลายคนผันบริษัทของตัวเอง มาเปิดสาขาที่พัฒนาฉากเกมส์เพื่อส่งตามบริษัทเกมส์ต่างๆเยอะมาก มีทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ และแน่นอนครับ พี่ว่าสถาปนิกทุกคนอยากสร้างฉากเกมส์อยู่แล้ว เพราะเราเคยเล่นเกมส์กันตอนเด็กๆ มันจึงเหมือนกับเป็นความฝันอยู่เหมือนกันที่จะได้ที่เห็นเกมส์ที่เราออกแบบด้วยตาของตัวเอง คล้ายกับการที่เราเห็นผลงานบ้านหรืออาคารที่เราออกแบบได้เป็นตัวเป็นตนครั้งแรกน่ะ ความรู้สึกมันบรรยายไม่ถูกเลย

    และในปัจจุบันนั้น เท่าที่พี่เห็นไอเดียของการรวมกลุ่มเพื่อนๆที่สามารถเขียนโปรแกรมเป็น แล้วมาร่วมกันทำงงานเปิดบริษัทผลิตเกมส์บนสมาร์ทโฟนนี่ก็มีเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะมันเป็นอะไรที่ได้คิดวิธีการใหม่ๆตลอดเวลา อีกอย่างคือเรื่องของเงินที่วิ่งมาเร็วมาก ทำให้มีการแตกแขนงอาชีพอีกมากมาย โดยเอาพื้นฐานการมองภาพมิติต่างๆเป็นพื้นฐาน


    เหมือนตอบมาเกินกว่าคำถามที่น้องถามมาง่ายๆว่าถ้าเรียนจบมาแล้วจะตกงานรึเปล่า สาเหตที่พี่ตอบมากกว่านั้น เพราะคำตอบที่ตามมาน่าจะเป็นรายละเอียดที่ดีกว่าแค่พี่บอกว่าถ้าเกิดว่าเก่งในวิชาชีพแล้วรับรองไม่ตกงานแน่นอน เพราะว่าถ้าเกิดว่าพี่ตอบอย่างนั้น น้องก็คงจะไม่เสียเวลามาถามเพื่อที่จะได้คำตอบอะไรทำนองนี้แน่นอนครับ

    แต่ก็นั่นล่ะครับ พี่เองก็ยังไม่อยากให้น้องไปคิดถึงเรื่องนั้นอะไรมากมายครับ เพราะว่าชีวิตมันคือการเดินทางน่ะครับ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราพยายามเดินทุกก้าวของเราด้วยความรักและความตั้งใจให้ได้มากที่สุด และที่เหลือนั้น ไม่รู้สิ พี่ว่า ถ้าเรายังมีความตั้งใจ และลงมือทำในความฝันของตัวเองอยู่ตลอดเวลา งานที่น้องฝัน จะรอน้องอยู่ในอนาคตแน่นอนครับ

  • ลูกชาย อยู่ ม.5 ศิลป์ คำนวณ เพิ่งบอกว่าอยากเข้าสถาปัตย์ เลยอยากให้เรียนเพื่อ
    เตรียมพื้นฐาน ด้านคะแนนและความรู้ต่างๆ ช่วยแนะนำด้วยและขณะนี้ที่นี่เปิด course อะไรบ้างเพื่อจะได้ส่งลูกไปเรียน [โดย : อุษา โตจันทร์ วันที่ : 24-07-2016 ]
  • Course ติวความถนัดทางสถาปัตยกรรม
    พฤศจิกายน 2559.
    สมัครได้แล้ววันนี้ รับเพียง 2 ห้องเท่านั้น !!

    เริ่มเรียน วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2559.
    และวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายนนี้

    Course เตรียมความพร้อม วิชา “ความถนัดทางสถาปัตยกรรม”
    ทั้งในส่วนของ “การสอบตรง” และ “PAT4” ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

    ถ้าน้องๆเป็นหนึ่งในคนที่ต้องการที่จะพัฒนาตัวเองไปให้เร็วที่สุด
    เพื่อความพร้อมในการสอบที่ใกล้จะถึงนี้
    ที่นี่จะเป็นทั้งพี่ที่ชำนาญในการสอนเป็นมืออาชีพเป็นคนสอนหลักที่จะอยู่กับน้องตลอดเวลา
    และทีมพี่ๆที่เป็นนักศึกษา(อยู่ในห้องเดียวกัน) อีกทีม
    เพื่อที่จะได้นั่งคุยและทำความเข้าใจกับน้อง
    น้องจะได้รู้จักคนสอนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อเป็นประโยชน์กับ
    การตัดสินใจเลือกมหาลัยในอนาคตที่น้องจะเข้าไปอยู่ จากพี่ๆหลากหลายที่ๆเข้ามาเป็น
    ทีมพี่เลี้ยงที่ช่วยกันดูแลน้องตลอดช่วงเวลาที่น้องเรียนที่นี่ครับ

    ซึ่งทางพี่ๆ A Le Paint เราจะเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านให้เลย
    โดยที่น้องเองไม่จำเป็นต้องเครียดว่าต้องเตรียมตัวที่จะเข้าสอบสนามไหน
    แล้วสนามไหนมีข้อสอบๆตรงในแนวไหนยังไง
    เพราะทาง A Le Paint จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวให้เลยครับ
    เราจะนั่งวางแผนร่วมกันว่า น้องได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ ละทำยังไง
    ถึงจะสอบได้อย่างที่ตั้งใจหวังไว้
    โดยที่นอกจากทาง A Le Paint เราจะสอนในส่วนของวิชาความถนัดทางสถาปัตยกรมแล้ว
    เมื่อใกล้สอบ เรายังสามารถเปิดกลุ่มเล็กๆเพื่อ Check ความพร้อมในส่วนของวิชาการ
    ต่างๆให้ด้วยในแต่ละสนามสอบตรงที่น้องจะเดินทางไปถึง
    เพื่อที่จะทำให้น้องอุ่นใจว่ามีมืออาชีพคอยดูแลน้องก่อนการสอบอยู่ตลอดเวลา

    ***********************

    ดังนั้น การเรียนที่นี่ พี่จะเริ่มต้นสอนตั้งแต่เริ่มต้นวิธีการจับดินสอเลย
    น้องที่กันวนว่าจะตัวเองไม่มีพื้นฐานแล้วสามารถเรียนได้มั้ย
    ตอบเลยครับว่าเรียนได้แน่นอน เพราะที่นี่เราเน้นการสอนตั้งแต่เริ่มต้นจากพื้นฐานสุดๆไปเลย
    แล้วให้น้องเก่งขึ้นไปเรื่อยๆแบบรวดเร็ว โดยที่น้องที่เรียนจะสามารถเห็นพัฒนาการของตันเอง
    ได้อย่างชัดเจนตลอดทุกอาทิตย์ที่มาเรียนครับ

    ส่วนน้องที่มีพื้นฐานโดยที่เรียนมาจากที่อื่นบ้างแล้ว อันนี้ไม่ต้องห่วงอีกครับว่า
    น้องจะต้องมานั่งเรียนตั้งแต่เริ่มใหม่แล้ว การเดินทางๆเนื้อหาการเรียนของน้องจะช้า
    ไม่ได้ตามที่น้องต้องการ แล้วจะไม่ทันในการสอบ พี่ขอบอกเลยครับว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงแต่อย่างใด
    เพราะว่า เนื้อหาที่พี่ๆ A Le Paint จะทำการสอนนั้น เราจะไม่ได้กำหนดว่าครั้งที่ 1 ต้องเรียนอะไร
    ครั้งที่ 2 ต้องเรียนอะไร เนื้อหาทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามความสามารถของน้องครับ
    ถ้าเกิดว่าน้องพัฒนาทักษะของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว พี่ก็พร้อมที่จะเดินหน้าเนื้อหาไปอย่างรวดเร็วครับ
    พี่มั่นใจว่าน้องจะไม่ต้องมานั่งคิดว่าที่นี่เราสอนช้า หรือว่าเลี้ยงไข้น้องแน่นอน!!
    ซึ่งการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่เดินหน้าเนื้อหาไปอย่างรวดเร็วนั้น


    ข้อดีของมันก็คือ น้องจะได้ Check ตัวเองว่าที่จริงแล้ว เท่าที่ผ่านมาที่น้องเรียนมานั้น
    มีส่วนเนื้อหาอะไรบ้างที่ยังขาดไป และต้องการเติมเต็มระหว่างทาง
    ยิ่งจะทำให้น้องมีพื้นฐานที่ดี และมั่นใจในการเรียนต่อไปมากขึ้นครับ


    ***********************

    เราจะเริ่มต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้ !!

    จุดหมายเรามีร่วมกันคือ ปั้นให้ติดทั้งหมดทุกคน
    เราจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงน้องเลยครับ ดูแลให้ทุกอย่าง
    เพื่อทำยังไงก็ได้ ให้น้องติดให้เร็วที่สุด ติดทุกคน!!!!

    โดยพฤศจิกายนนี้
    เราจะรับ 2 ห้อง ห้องละประมาณ 60 คน
    อาจจะดูจำนวนเยอะในสายตาของคนทั่วไป แต่เชื่อในคุณภาพเถอะครับ
    ว่าเราจะดูแลน้องอย่างทั่วถึงแน่ๆที่นี่ เพราะถ้าคุณภาพการสอนไม่ดี
    เราจะไม่สามารถมุ่งมั่น ยืดหยัดมาจนถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอนครับ

    โดยเนื้อหาการเรียนจะเป็นทั้งหมดทั้ง วาดรูปปฎิบัติของทุกสาขา
    วิชาสถาปัตยกรรมที่จะสอบ และของทุกมหาลัยครับ
    ซึ่งช่วงแรกๆที่สอนจะเป็นพื้นฐานเดียวกันหมด แต่หลังจากนั้น
    จะเป็นช่วงที่น้องค้นพบทางของตัวเอง และสามารถแยกเรียน
    ไปตามภาควิชาที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่

    ทฤษฎีทั้งหมดจะสอนในรูปแบบของ Lecture ครับ
    โดยที่ข้อมูล Lecture นั้น ทางดราจะมีการ Up date อยู่ตลอดเวลา
    เพื่อให้มั่นใจได้ว่า น้องจะได้เนื้อหาที่ใหม่ขึ้นและดีขึ้นทุกๆปี
    ทั้งนี้ รวมถึงขั้นตอนในการทำ Portfolio ส่งมหาลัยด้วยครับ


    พี่เตรียมทีมสอนอย่างหนาแน่นและเต็มที่
    โดยที่จะไม่มีการทิ้งให้ไม่ได้รับการดูแลอย่างแน่นอนครับ
    พี่ๆทีมสอนอยากสนิทกับน้องทุกๆคนครับ เพื่อจะได้เข้าถึงกัน และสอนดูแลกันได้ดีครับ


    ***********************

    โดยเปิดเทอมนี้เราจะเปิดรับสอน 2 ห้องเท่านั้นครับ

    ห้อง A : เรียนทุกวันเสาร์ 10.00-17.00 น.

    1.วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2559. 10.00-17.00น.
    2.วันเสาร์ที่ 03 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    3.วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    4.วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    5.วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    6.วันเสาร์ที่ 07 มกราคม 2559. 10.00-17.00น.

    ***************

    ห้อง B : เรียนทุกวันอาทิตย์ 10.00-17.00 น.

    1.วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2559. 10.00-17.00น.
    2.วันอาทิตย์ที่ 04 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    3.วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    4.วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    5.วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2559. 10.00-17.00น.
    6.วันอาทิตย์ที่ 08 มกราคม 2559. 10.00-17.00น.

    ***************



    ส่วนค่าเรียน เราจะคิดเป็น 3600 บาท ต่อการเรียน 6 ครั้งครับ
    นั่นหมายถึง ค่าเรียนจะตกวันละ 600 บาท ต่อการเรียน 6 ชั่วโมง
    แต่จะจ่ายชำระเงินไปพร้อมกันทั้งห้องครับ

    ทางเราจะรับจองเฉพาะน้องที่ชำระเงิน 3600 บาทแรกเท่านั้นครับ
    เพื่อเป็นการยืนยันว่า อยากเรียนจริงๆ เพราะที่นั่งเรามีจำกัด
    ส่วนวิธีการชำระเงิน
    มี 2 ทางครับ คือเดินมาชำระเงินสดที่สถาบันได้เลย หรือ
    โดยการโอนบัญชีทางธนาคาร
    บัญชีใดก็ได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ


    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาสำนักพหลโยธิน
    บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี : นายเอกรัตน์ วรินทรา และ นาย นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
    เลขที่บัญชี : 799-2-72551-2


    เมื่อเรียน Basic Course จบแล้วนั้น จะมี Advance Course ต่อทันทีเลย
    แต่ที่ให้ชำระ Basic แค่ 3600 บาท
    เพราะจะได้มาเรียนแล้วลองวัดดูว่า เรียนที่นี่นั้น พี่สอน ok มั้ย
    ถ้าเกิดว่าไม่ ok ไม่ดีหรือว่าพี่ไม่ทุ่มเทพอ จะได้ไม่ต้องเรียนต่อครับ

    มีอะไรที่อยากสอนเยอะแยะเลย อยู่ที่ว่าน้องจะรับพลังของพี่ได้มากแค่ไหนครับ
    เพราะการเรียนที่นี่นั้น ไม่ใช่แต่ว่าสอนไปเรื่อย โดยที่ไม่ได้ดูคนเรียนครับ
    ต้อค่อยๆไปด้วยกัน เรียนให้ได้ทุก Step

    ***********************

    อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนที่นี่ใช้แค่ ดินสอ2B พร้อมกระดาษA4 ประมาณ20แผ่นครับ
    ส่วนเรื่องของสี หรือว่าอุปกรณ์ในการเรียนต่างๆที่มากกว่านั้น
    อันนี้เดี๋ยวเรียนๆไปแล้วพี่จะแนะนำให้ค่อยๆซื้อเป็นรายๆไปนะครับ
    เพราะจะได้ซื้อที่ตรงกับที่จะเรียนจริงๆครับ

    ส่วนเรื่องของระยะเวลาในการเรียนว่านานแค่ไหนนั้น
    แล้วแต่น้องครับ ที่นี่จะสอนให้เร็วที่สุดในแต่ละครั้ง
    ถ้าเกิดว่าน้องไปได้เร็วเราก็ลุยเร็ว ถ้าเกิดว่าน้องช้า.
    ก็สามารถเบรคพี่แล้วค่อยๆอธิบายกันครับ เราเลยให้ชำระทีละ3600ครับ
    เพราะเราไม่รู้เลยว่าน้องจะได้เร็วแค่ไหน
    เดินแบบช้าบ้างเร็วบ้างแต่ไม่ต้องเรียนซ้ำจะโอเคกว่าครับ


    แต่ละเทอมนั้น ที่นี่เรารับค่อนข้างน้อยครับ
    เพราะเนื่องจากว่าอยากคุมคุณภาพให้ได้มากที่สุด
    คุณภาพของการสอน และความตั้งใจของทีมสอนทุกคน คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ

    พี่นัน นันทวัชร์ ชัยมโนาถ
    www.alepaint.com


  • สวัสดีค่ะ อยากกทราบว่า นักเรียนสายอาชีพ สามารถสอบตรงเข้าสถาปัตย์ได้มั้ยคะ วุฒิการศึกษาเป็น ปวช. จะสามารถใช้สอบได้หรือเปล่า? มีพื้นฐานวิชาทัศนียวิทยา สถาปัตยกรรมไทย และ วิชาออกแบบตกแต่งภายใน จะพอสอบได้มั้ยคะ [โดย : luklada ketkool วันที่ : 06-07-2016 ]
  • สามารถสอบได้ครับ เพียงแต่อาจจะมีข้อจำกัดในบางภาควิชาเท่านั้นเอง แต่ถ้าเกิดว่าเป็นการสอบกลางระดับประเทศแล้วน่าจะได้เกือบหมดนะครับ ยกเว้นบางมหาลัยที่เค้ามีข้อจำกัดออกมาเลนว่าต้องการเด็กที่มีพื้นฐานมาจากสายวิทย์เท่านั้นอะไรประมาณนั้นครับ ซึ่งแต่ละปีนั้นก็ต้องมาคอยดูกันครับว่ามหาลัยไหนและภาควิชาไหนจะออกกำหนดการต่างๆเหล่านั้นออกมาบ้าง เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกปีน่ะครับ แต่โดยรวมสามารถสอบได้นะี๋ยวกำหนดการออกค่อยว่ากันนะครับ
page
of 67