กลุ่มทีม A-Le’ Paint (เอ-เลอ-เพนท์) เป็นทีมสอนความถนัดทางสถาปัตยกรรม
ซึ่งเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ พี่นัน-นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ และ
พี่เอก-เอกรัตน์ วรินทรา ตั้งแต่ ปี 2547 ด้วยปณิธาณที่เรายึดถือเสมอมาว่า เราสอนด้วยความตั้งใจ และรักในสถาปัตยกรรมและต้องการพัฒนาคุณภาพ ของวิชาชีพสถาปัตยกรรมให้มี มาตรฐานที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป

เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คุณภาพของทีมเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนการสอนของที่นี่จึงเน้นทีม ที่มีความชำนาญเฉพาะทางดูแลน้องๆ ทุกคน เป็นเพื่อน เป็นพี่ที่ให้คำปรึกษาได้ทุกๆ ปัญหา โดย
และจุดประสงค์ของการสร้าง Website นี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะเป็นบ้านเล็กๆ ของเราเหล่าชุมชน A-Le’ Paint ชุมชนเล็กๆ ที่เราจะแบ่งปัน ความรู้ทางการออกแบบ, ประสบการณ์ และเกาะติดข่าวคราว ในแวดวงสถาปัตกรรมเป็นหลัก และหากว่าใครเพิ่งเปิดเข้ามาเจอ Website นี้ เราก็ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่บ้าน A-Le’ Paint แห่งนี้ครับ น้องๆ สามารถสมัคร และเข้ารวมพูดคุย แสดงความคิดเห็นกันได้ตามอัธยาศัย หรือหากต้องการส่งงาน เพื่อให้วิจารณ์และแก้ไข เราก็เต็มใจ และยินดีให้คำแนะนำ แก่ทุกคนอย่างเต็มที่ครับ

ยินดีต้อนรับสู่บ้าน เอ-เลอ-เพนท์ (บ้านช้างน้อย) ครับ
พี่ๆ ทีมงาน


  • ตอนนี้กำลังจะขึ้นปี 1 สถาปัตย์ธรรมศาสตร์ จริงๆความคาดหวังในใจคือสถาปัตย์จุฬา แต่คะแนนน้อย ไปไม่ถึงค่ะ เลยตัดสินใจจะสู้อีกสักตั้งเพื่อจุฬาค่ะ อยากถามพี่นันว่าหนูตัดสินใจได้ดีมั้ยคะ? แล้วสถาปัตย์ธรรมศาสตร์ในแวดวงสถาปนิกถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคหรือไม่คะ? [โดย : frnb วันที่ : 01-08-2017 ]
  • เวลาที่เราจะสอบเข้ามหาลันไหนแล้ว พอจุดหมายปลายทางไม่ได้เป็นสถาบันที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก มันจะมีกำแพงขึ้นมาก่อนเลยครับ กำแพงที่ว่านี้คือ มันเหมือนกับเราอยากได้ของที่เราอยากได้ซึ่งเป็นยี่ห้อหนึ่งที่เราฝังใจมาตลอดว่ามันสวยและชอบ แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะหมดไปในท้องตลาด หรือว่าเงินที่เรามีอยู่อาจจะไม่พอ ซึ่งทางออกมันก็มีอยู่ง่ายๆคือ ตัดใจจากมันแล้วใช้ในสิ่งที่เราได้มา มันก็สามารถใส่ของได้เหมือนกัน เพียงแต่ช่วงแรกๆนั้นมันอาจจะไม่สุดในความรู้สึกเท่านั้นเอง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้ว อาจจะเปิดใจอยู่กับมันไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นความผูกพันขึ้นมาก็ได้ มันก็เป็นของชิ้นที่เกิดคุณค่าขึ้นมาได้ครับ

    ในทางกลับกัน ถ้าเกิดว่าเราเลือกที่จะไม่เอากระเป๋าใบที่หามาได้ในตอนนี้แล้วเลือกที่จะเดินหน้าเก็บเงินหรือพยายามหามันมาให้ได้ในอนาคต ต้องอย่าลืมนะครับว่าเรากำลังจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”

    ซึ่งเวลาที่เราเสียไปนั้น อาจจะทำให้เราได้มันมาหรือไม่ได้ก็ได้ เพราะเราอาจจะเก็บเงินไปไม่ถึง แม้ตั้งใจแล้วเต็มที่แต่วันที่จะซื้อมีเหตุให้ต้องเสียเงินไปใช้ในทางอื่นโดยที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มันมา ก็ประมาณว่าต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ อันนี้คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นครับ

    ซึ่งหลายๆคนพอมาถึงทางแยก แน่นอนว่าที่บ้านเราต้องเลือกให้เราเอามหาลัยที่น้องสอบได้เอาไว้ก่อน แล้วจากนั้นค่อยหาช่วงเวลาเข้ามาสอบใหม่ก็ได้

    ปัญหาที่น้องถามพี่มานี้ เป็นปัญหาระดับชาติของคนที่ไปไม่สุดครับ คนนอกที่เขาไม่ติดอะไรเลยอาจจะฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่า ก็เรียนๆไปนั่นแหละ ทำไมต้องมาเรื่องมากด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเกิดว่าติดมหาลัยที่ไม่ต้องการที่จะเรียนแล้วไม่ชอบจริงๆ อารมณ์มันให้เหมือนการที่สอบไม่ติดเหมือนกันนะครับ

    อย่างแรกเลยถ้าเกิดว่าเป็นพี่นะ พี่จะสำรวจตัวเองก่อนครับว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้ชอบมหาลัยที่เราติดขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วที่ว่าไม่ชอบนั้นเราไม่ชอบมันเพราะอะไร ไม่ชอบเพราะว่าเรากลัวว่าจะเป็นมหาลัยที่จบมาแล้วหางานได้ยากในอนาคตรึเปล่า หรือเป็นเพราะว่าเราเข้าไปเดินในมหาลัยนั้นแล้ว เราไม่ชอบในบรรยากาศ อาคารเรียนจริงๆหรือไม่ถูกโฉลกกับอาจารย์ที่เดินอยู่ในคณะ

    ส่วนเรื่องของค่าเทอมพี่ตัดออกไปก่อนนะครับ เพราะว่าน้องน่าจะรู้อยู่ก่อนที่จะเลือกอยู่แล้วล่ะว่าค่าเทอมที่น้องจะเข้าไปเรียนนั้นเท่าไหร่ แล้วน้องรับได้แค่ไหน เพราะถ้าเกิดว่าน้องเลือกมันก็แสดงว่าสามารถรับมือกับค่าเทอมที่แตกต่างได้ประมาณหนึ่งแล้วล่ะครับ

    อีกเรื่องที่หลายคนเป็นก็คือเรื่องของการเดินทางในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน เพราะว่าอาจจะต้องไปอยู่หอพัก เนื่องจากการเดินทางเข้ามาเรียนในทุกวันนั้น ถ้าเกิดว่าบ้านอยู่ไกลเกินไป ก็ต้องเข้ามาอยู่หอพัก คราวนี้สภาพแวดล้อมบริเวณหอพักก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยที่ทำให้ไม่ได้อยากไปเรียน

    ซึ่งถ้าเกิดว่าเราไม่โอเคกับข้างต้นที่พี่บอกว่าแล้ว โอกาสที่เราจะต้องมาสอบใหม่โดยที่ไม่ต้องเริ่มเรียนก็อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่เท่าที่พี่มองนะครับ มหาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นอีกมหาลัยที่ดีเหมือนกัน (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์)

    แต่ที่อาจจะมีเสน่ห์น้อยกว่าหลายๆสถาบันก็อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ไกลต้องไปเรียนถึงรังสิต อีกทั้งด้วยระดับค่าเทอมที่แพงกว่าชาวบ้านเขา ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเรียนนั้นค่อนข้างสูงขึ้นมาก และตัวคณะเองนั้นก็มีประวัติความเป็นมาที่น้อยกว่าหลายๆมหาลัยที่น้องฝันที่จะเข้าด้วย

    ถ้าเกิดว่าเราไม่มองตรงนี้ล่ะ มองไปที่ตัวหลักสูตรและพร้อมที่จะตั้งใจเรียนเต็มที่ พี่ว่าคนที่จบจากธรรมศาสตร์เป็นอะไรที่โอเคเหมือนกันนะครับ พี่ว่าพอทุกคนที่เรียนผ่านการเคี่ยวกรำมาหลายๆปี เริ่มมีทักษะต่างๆที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมาได้ ที่เหลือมันคือตัวเราเองแล้วล่ะครับ

    โอเคครับพี่เองก็ยอมรับว่าตัวสถาบันเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างอยู่เหมือนกัน เพราะยังไงแล้วมหาลัยที่มีชื่อ ย่อมมีความได้เปรียบเรื่องภาพลักษณ์เมื่อเราเรียนจบมามากกว่าครับ แต่ถ้าเราลองมองกลับไปอีกมุมดูล่ะครับ มุมที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเราเองด้วยว่าเราจะเจ๋งแค่ไหน เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดมันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราเป็นคนที่ขยัน พัฒนาตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ตามมาคือ

    “มหาลัยจะไม่ได้สร้างชื่อให้กับเรา เราจะเป็นคนสร้างชื่อให้กับมหาลัยเอง”

    พอปรับเปลี่ยนวิธีการคิดขึ้นมา ทุกอย่างมันก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเยอะเลย ก้อนหินที่เราแบกไว้ที่ชื่อ “แบรนด์มหาลัย” จะถูกยกออกไปทันที แล้วสิ่งที่ตามมาคือ ท้องฟ้าจะโปร่งใสครับ

    คิดได้อย่างนั้นแล้ว พี่ก็จะเข้าไปเริ่มเรียนที่ธรรมศาสตร์ไปก่อน แต่ต้องเข้าไปเริ่มเรียนด้วยมุมมองและทัศนคติที่ดีนะครับ ลองเปิดใจดูนะครับ การเปิดใจนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเกิดว่าเราไม่เปิดใจแล้ว พี่ว่าไม่ต้องเริ่มต้นไปเรียนจะดีกว่าครับ อคติจะตามมาล้วนๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นเหตุผลกับความเป็นจริงมันจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกันแล้วครับ

    ช่วงแรกๆเราอาจจะเปิดใจในเรื่องของหลักสูตรดูก่อนครับ ส่วนเรื่องสังคมเพื่อนๆนั้น จริงๆแล้วพี่ก็อยากให้ลองเปิดใจดูเหมือนกันนะครับ ลองแง้มๆดูก็ได้ครับ แบบว่าไม่ต้องเปิดเข้ามาหมดขนาดนั้นครับ ลองดูว่ามันเข้ากับวิถีของเราได้ไหม แต่อาจจะไม่ต้องถึงกับว่าเพื่อนๆเหล่านั้นต้องมามีพฤติกรรมหรือการเที่ยวการใช้ชีวิตเหมือนกับเราเลยนะครับ เพราะถึงแม้ว่าเป็นจุฬาฯเอง พี่ก็คิดว่าไม่มีทางที่ใครจะมาเป็นเหมือนใครแน่นอนครับ

    พอเราเริ่มเปิดใจ แล้วใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ 1-2 เดือน ซึ่งระหว่างนั้น เราอาจจะลองคอยแบ่งเวลาเพื่อจะเตรียมตัวในการสอบเข้ามหาลัยครั้งหน้าไปด้วยก็ได้ โดยที่อาจจะลองนั่งเขียน Timeline ในเรื่องของการเตรียมตัวในเรื่องต่างๆครับว่า เราต้องเตรียมอะไรบ้างในช่วงเวลาเท่าไร เรื่องนี้ต้องอ่านจบในช่วงเวลาเท่าไร อะไรประมาณนั้น

    แล้วจากนั้นเราก็ใช้ชีวิตเด็กปี1 ไปด้วย แต่เราต้องรู้ตัวเองตลอดนะครับว่า การเที่ยวนั้นจะต้องลดลงเพราะเรากำลังทำอะไร 2 อย่างในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ทุกอย่างที่ทำต้องแลกมาด้วยเวลาที่หายไปเสมอ สำหรับพี่แล้วก็น่าจะเป้นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความอดทนสูงอยู่เหมือนกัน เหมือนกับเรากำลังคบคน 2 คน มันแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย ต้องมานั่งสับรางเต็มไปหมด

    จากนั้น ถ้าเกิดว่าเราผ่านช่วงเวลารับน้องไปได้ ต้องย้ำนะครับว่า “ช่วงเวลารับน้อง” เพราะแต่ละมหาลัยนั้น ส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลารับน้องอยู่ที่ประมาณ 1-2 เดือนแรกที่เปิดเทอม ที่พี่บอกว่าช่วงเวลารับน้องก็เพราะว่าช่วงเวลานี้มันจะเกิดความยากลำบากขึ้นพอสมควรเลยครับ

    การเรียนจะไม่ใช่แค่ว่าไปเรียนแล้วทำงานส่งอาจารย์หลังจากการเรียนในห้องจบลงเท่านั้น แต่นั่นจะมีพวกกิจกรรมที่ต้องรับน้องอยู่หลังเลิกเรียนด้วย ก็เป็นกิจกรรมที่เป็นประเพณีเพื่อให้รุ่นพี่นั้นได้มาทำความรู้จักกับรุ่นน้อง ซึ่งทุกที่ทุกคณะต่างมีกันทั้งนั้น คราวนี้มันก็จะยิ่งไปรบกวนช่วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวในการสอบครั้งใหม่เข้าไปอีก เพราะลำพังการทำกิจกรรมตรงนี้เสร็จแล้ว แล้วเรารีบกลับมาที่บ้านเพื่อที่จะทำงานส่งอาจารย์ให้ได้นั้นมันก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควรอยู่แล้ว

    ถ้าให้แนะนำวิธีที่จะผ่านไปได้ ก็คงต้อง “ลด” การเข้ากิจกรรมรับน้องไปหน่อยน่ะครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าเลยนะครับ เพราะว่าอย่างที่ว่าถ้าเกิดว่าน้องต้องการอยู่ที่ธรรมศาสตร์ต่อไปนั้น บางทีกิจกรรมนี้มันก็ช่วงเพิ่มมิติให้กับชีวิตของน้องเหมือนกันนะครับ บางทีกิจกรรมนี้เมื่อเราเดินทางไปสุดทางของมันแล้ว มันอาจจะนำพาให้เรารักธรรมศาสตร์ขึ้นมาก็ได้ครับ

    พอผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แล้ว น้องอาจจะลองถามตัวเองอีกครั้งครับว่า สภาพแวดล้อมที่น้องอยู่นั้น น้องโอเคที่จะอยู่กัยมันรึเปล่า พอถึงช่วงเวลานั้น ถ้าเกิดว่าน้องยังไม่โอเค พี่ก็คิดว่าเป็นการดีที่จะออกมาเริ่มลุยเตรียมตัวเข้าสอบแบบเต็มที่ได้เลยครับ
  • ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ม.4ค่ะ อยากให้พี่แนะนำหน่อยว่าถ้าเราอยากเรียนสถาปัตย์แต่ไม่มั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ใช่รึเปล่า พี่จะทำยังไงหรอค่ะ คือแบบใจนึงรู้สึกว่ามันใช่แน่ๆ แต่อีกใจก็แบบจะใช่จริงหรอ [โดย : กุลสตรี สระทอง วันที่ : 06-07-2017 ]
  • ความไม่แน่ใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้นั้น มันจะมีมาเสมอล่ะครับ ยิ่งช่วงหลังๆมานี่ ยิ่งมีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาบนโลกนี้ ทำให้เราเริ่มลังเลละว่าสิ่งที่เราเลือกเรียนนั้น ในตอนนี้มันยังใช่อยู่ แต่ถ้าในอนาคตล่ะ มันจะยังใช่อยู่หรือไม่


    ถ้าเป็นสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว พี่อาจจะแนะนำว่าถ้าเกิดว่าอยากเรียนสถาปัตย์ล่ะก็ น้องอาจจะต้องมีความรักกับมันและอยากเป็นสถาปนิกในอนาคต แต่พอมาเข้าสู่ยุคสมัยนี้แล้ว ความรู้มันไม่ได้เฉพาะเจาะจงขนาดนั้นครับ ความรู้ที่เรามีนั้นมันสามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์เข้าสู่อาชีพต่างๆได้ ขอแค่มีพลังความคิดสร้างสรรค์และพื้นฐานระบบความคิดที่ดีการต่อยอดในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องยาก

    การที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นั้นได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมคลายนั้น อย่างแรกเลยคือ ด้วยความที่คณะนี้มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบ เกี่ยวข้องกับความงามที่หลายคนสามารถเข้าถึงมันได้ เพราะว่ามีพื้นฐานมาจากความเป็นที่อยู่อาศัย เพราะแน่นอนว่าทุกคนย่อมมีบ้านที่ตัวเองอยู่ มีห้องนอนที่เราเองไม่ได้ออกแบบเอาไว้ ทุกอย่างที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ มันทำให้เราคุ้นเคย ทำให้เราเข้าถึงการที่ถ้าเกิดว่าเราจะต้องออกแบบมันใหม่ขึ้นมา เราก็มีพื้นฐานในการใช้งานของมันมาอยู่แล้ว

    แล้วทุกคนก็ต้องมีบ้าน มีที่ทำงาน มีที่ให้ไปเดินเล่นท่องเที่ยวต่างๆ ดังนั้น ความเป็นสถาปัตยกรรมมันก็เลยอยู่กับวิถีชีวิตคู่กันกับความเป็นมนุษย์มาอยู่แล้ว การงานที่มีในอนาคตมันย่อมมีอยู่เยอะเป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่มนุษย์อย่างเราๆยังต้องการที่อยู่อาศัยและการเปลี่ยนแปลง มันก็เลยเป็นสิ่งที่น้องหลายคนสามารถเลือกได้โดยที่ไม่ได้ถูกที่บ้านห้ามปรามเรื่องของอาชีพการงานในอนาคตเท่าไรนัก

    จริงๆก็มีบ้างบางครอบครัวอยู่เหมือนกันที่ห้ามลูกเรียนสถาปัตย์ แต่นั่นหมายความว่าอาจจะตั้งใจให้ลูกของตัวเองเรียนหมอ หรือสาขาการเรียนที่มันตรงกับที่บ้านที่ทำงานอยู่เพื่อสืบต่อธุิจอะไรประมาณนี้ครับ

    หรืออีกอย่างก็คือ ไม่ได้มีความรู้ว่าอาชีพนี้คืออะไร เห็นในเน็ตเขาเขียนๆกันว่ามันตกงาน งานมันหนัก เงินไม่ดีอะไรประมาณนั้น ก็เลยเน้นให้ลูกตัวเองเรียนอะไรที่มันชัวร์ๆไปเลยดีกว่า ครอบครัวประเภทที่คิดอย่างนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน แต่วันเวลายิ่งผ่านไป ครอบครัวที่คิดแบบนี้ก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆครับ

    อย่างที่สองถัดมาที่ทำให้สถาปัตย์ได้รับความนิยมคือ “สังคม” และคำว่า “เพื่อน” พี่เองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนที่สอบเข้าคณะนี้ถึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงกันทุกคน เข้าใจว่าด้วยระบบการเรียนที่เน้นให้มีความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเองนะ เพียงแต่ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ก่อนที่จะเข้าเรียนเสียด้วยซ้ำไป และก็ไม่รู้ว่าความฮาและความตลกซึ่งเป็นเสน่ห์ของคณะนี้นั้นจุดเริ่มต้นมาจากที่ใด

    เพราะว่าแต่ละช่วงอายุก็มักจะมีไอดอลเป็นของตัวเองในการเข้าคณะนี้เสมอ หรือบางคนเข้าคณะนี้นั้นไม่ได้เข้ามาเพื่อเรียนแล้วเอาวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพสถาปนิกด้วยซ้ำ แต่เข้ามาเพื่อจุดประสงค์ว่าอยากทำงานในวงการบันเทิงก็มีเยอะครับ


    อย่างเพื่อนสนิทของพี่เองสมัยที่เรียนอยู่ เลือกที่จะเข้าเรียนคณะนี้ก็เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาเล่นละครเวที อะไรทำนองนี้ ซึ่งตอนที่เรียนนั้น ก็ไม่ได้แบบว่ากล้ำกลืนในสิ่งที่เรียนอะไรเลย ก็พี่บอกนั่นล่ะครับ พอเราต้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบบ้าน ออกแบบสถานที่ต่างๆนั้น มันเองไม่ได้ยากในการเรียนเท่าไหร่ เพราะมันอยู่ในหัวอยู่ในชีวิตมาโดยตลอดอยู่แล้ว ตอนนี้เรียนจบมานแล้ว เพื่อนพี่คนนี้ช่วงที่เรียนจบนั้น เลือกที่จะเข้าทำงานสายบันเทิงทันทีครับ แน่ขนาดที่เรียกว่าไม่สอบใบประกอบวิชาชีพสถาปนิกด้วย เหมือนกับว่าตั้งใจแน่วแน่มาแล้ว


    หลายคนบอกเสียดายสิ่งที่เรียนมา ไม่ได้เอามาใช้ พี่เองคุยกับเพื่อนพี่คนนี้ และเข้าใจเลยว่าใครบอกว่าไม่ได้เอามาใช้ เพราะการเรียนคณะนี้นั้น เมื่อเรารู้ระบบการวางผังงาน ไม่ใช่แค่ว่าออกแบบอย่างเดียว สิ่งที่ตามมาคือ เราต้องเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนของการก่อสร้างด้วย เราจะต้องวางระบบขั้นตอนต่างๆตามลำดับ และนั่นล่ะครับ คือ สิ่งที่เราได้ไปเต็มๆโดยที่เราไม่รู้ตัว


    เพื่อนพี่คนนี้สามารถเอาสิ่งที่เรียนมาไปทำอีเวนท์งานแสดงต่างๆ และโดนดึงเข้าไปออกแบบเวทีคอนเสิร์ตอีกทั้งยังสามารถเป็นคนออกแบบและควบคุมงานต่างๆในวงการบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม

    มันกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาเรียนนั้นไม่ได้ถูกเอาใช้โดยตรง แต่ก็นำพาไปสู่มิติทางความคิดในการงานได้อยู่ ตอนนี้เพื่อนพี่คนนี้กลายเป็นคนสำคัญของการจัดคอนเสิร์ตในบ้านเราไปแล้ว


    อย่างที่สามต่อมาเลยคือ การแตกแขนงของความรู้ที่เกิดขึ้นมันสามารถเอาความรู้นี้ไปใช้ต่อยอดได้เยอะเต็มไปหมดเลย ใช่แล้วครับพี่กำลังพูดถึงสาขาที่ใช้ในการเรียนต่อน่ะ จริงๆแล้วมีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดครับ แต่พี่จะยกตัวอย่างคร่าวๆมาให้แล้วกันนะครับ

    ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่ชอบวิชาการมากกว่าการวาดภาพจินตนการ น้องอาจจะเกิดคำถามว่าแล้วเมื่อชอบในเชิงวิชาการแล้วมาเข้าคณะที่เรียนเกี่ยวกับการออกแบบทำไม จริงๆแล้วมันคือเสน่ห์ของความเป็นสถาปัตย์นั่นล่ะครับ เราได้เพื่อนที่มาจากหลายรูปแบบ หลายเหตุผลในการสอบเข้า

    เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนครับ บางคนช่วงที่เข้ามาอาจจะชอบในเรื่องของการวาดการออกแบบสุดๆเลย และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง บางคนก็เปลี่ยนมาเป็นคนที่ชอบเขียนบทความทางวิชาการเกี่ยวกับทฤษฎีของการออกแบบก็มีเยอะไปครับ พี่เคยถามเพื่อนพี่เหล่านั้นเหมือนกันว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดมาจากอะไร เขาบอกว่าเกิดจากการที่ออกแบบมาจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็อยากเจาะลึกเข้าไปมากกว่านั้น มากกว่าที่เป็นอยู่ พอการที่จะออกแบบให่มันมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ มันก็เลยต้องเข้าไปเจาะลึกถึงทฤษฎีและพฤติกรรมต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    คนเหล่านี้ก็มักจะเลือกเรียนต่อในส่วนของการทำงานวิจัยเพื่อคุณภาพของสถาปัตยกรรมในอนาคต แน่นอนครับ เราชาวสถาปัตย์ส่วนมากนั้นก็ไม่ค่อยเดินไปด้านนี้เท่าไหร่เพราะว่าถ้าพูดเกี่ยวกับคำว่างานวิจัยแล้ว หลายคนวิ่งหนีทันที เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวเท่าที่จำได้นั้น มันเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลเชิงวิขาการที่มีความเป็นสถิติล้วนๆเลยครับ ภาพที่มีในหัวคือ วิชาสถิติที่แสงจะเหลียด กว่าจะผ่านมาได้ช่วงที่เรียนก็แทบแย่


    แต่งานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเดินหน้าสู่อนาคตครับ เมื่องานวิจัยหลายอย่างเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคต คนที่ทำวิจัยคนนั้นก็อาจจะจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา เมื่อเวลาผ่านไป องค์กรใหญ่ๆอาจจะมาขอซื้อด้วยราคาที่มีมูลค่ามหาศาลก็ได้ครับ

    การเลือกที่จะเรียนต่อในส่วนเหล่านี้นั้น ปลายทางก็จะเน้นไปเป็นอาจารย์ จากนั้นก็อาจจะเปิดบริษัทรับออกแบบเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็รับงานราชการ เป็นเส้นทางการเดินที่ค่อนข้างมั่นคงในระดับหนึ่งครับ แต่ก็นั่นล่ะครับ ถึงแม้ว่าจะมั่นคง แต่ว่ามันไม่ตื่นตาตื่นใจ คนก็เลยเลือกที่จะเดินไปทางนี้น้อยหน่อย เพราะโดยธรรมชาติของคนที่เลือกเรียนคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบนั้น ส่วนใหญ่ชอบการเดินทาง การผจญภัยทั้งนั้นล่ะครับ

    ส่วนคนที่ชอบวิชาการแต่คราวนี้ค่อนมาทางเกี่ยวกับตัวเลข เกี่ยวกับเรื่องของธุรกิจ ก็อาจจะเลือกเรียนต่อสาขาการเรียนเกี่ยวกับคณะบัญชีการบริหารก็ได้ หรือถ้าเน้นที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียนไปเลยก็อาจจะเป็นบริการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยที่เราเอาสิ่งที่เราเรียนมาคือ บ้าน อาคาร คอนโด เอามาวางแผนสร้างพัฒนาความคิดต่อยอดเป็นธุรกิจ

    สาขาที่เลือกเรียนต่อตัวนี้นั้น เป็นสาขาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันอยู่มากครับ เนื่องจากว่า มิติทางความคิดของเราเมื่อเรียนออกแบบอาคารนั้น มันย่อมมีแนวความคิดที่เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการออกแบบอยู่แล้ว การคุยงานเกี่ยวกับส่วนต่างๆนั้นมันความเข้าใจถึงความเป็นไปได้มากกว่าสาขาอื่นที่จบมาแล้วมาเรียนต่อ หลายคนที่บ้านมีเงินหรือประกอบธุรกิจแนวนี้หรือมีแนวทางที่จะขยายไปยังธุรกิจนี้ ก็สบายเลยครับ

    คราวนี้มาดูคนที่เรียนจบแล้วมีความต้องแบบเน้นลุยๆ เน้นจินตนการ เน้นความตื่นเต้นในชีวิต แน่นอนครับ สาขาแรกที่ตอนนี้ก็มีคนเรียนต่อกันเยอะคือ สาขาการออกแบบฉากต่างๆไม่ว่าจะเป็นหนัง, ละคร หรือว่าเกมส์ เป็นต้น

    การเรียนต่อในแขนงนี้นั้นนิยมมากอยู่ในปัจจุบัน แต่อาจจะต้องเน้นการเรียนต่อเมืองนอก หลายคนเลือกที่จะเรียนที่เมืองนอกไม่ใช่ว่าหลักสูตรของที่นั่นดีกว่าที่เมืองของเรา เพียงแต่ว่ามุมมองในการทำงานและสายอาชีพที่หลากหลายมันอยู่ฝั่งตรงนั้น การเรียนต่อทางด้านนี้เหมือนกับการต่อยอดให้กับสิ่งที่ตัวเองเรียนมาเหมือนกัน

    อีกอย่างคือ สายเกมส์ สายแอพพริเคชั่นต่างๆมันเป็นสายแห่งอนาคตครับ การร่วมกับเพื่อนสร้างแอพพลิเคชั่นนั้น ถ้าเกิดว่ามันสามารถเดินทางไปสู่จุดที่คนชอบและเป็นที่ยอดนิยมได้นั้น เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึงครับ แต่สายนี้นั้น เท่าที่พี่เห็นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้งในการทำงานเท่าไหร่ เอาความสุขความตื่นเต้นในการทำงานล้วนๆเลย ที่เหลือเป็นผลผลอยได้ทั้งนั้น

    ไม่ใช่ว่าทำงานแล้วไม่ต้องการรวยนะครับ เพียงแต่กระบวนการความคิดที่จะสร้างงานเหล่านี้นั้น เอาเงินเป็นที่ตั้งค่อนข้างยากน่ะครับ มันไม่เหมือนกับการออกแบบบ้านเพื่อที่จะขาย ออกแบบคอนโดเพื่อที่จะปิดโครงการให้ได้ หรือออกแบบสำนักงานเพื่อตอบโจทย์ให้โดดเด่นจะทรงประสิทธิภาพเข้าว่า


    ส่วนการลุยในสาขาถัดมา อาจจะเป็นในเรื่องของการเน้นเป็นการคุมการก่อสร้าง แนวนี้จะต่างจากออกแบบฉากหรือเกมส์ไปเลย เน้นที่ความสามารถในเชิงวิศวกร อธิบายคร่าวๆก็คือ เหมือนกับว่าพอแบบจากทีมสถาปนิกถูกออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่เหลือคือ ขั้นตอนในการสร้างแล้ว เราหลายคนอาจจะเข้าใจว่าขั้นตอนในการสร้างนั้นมันเป็นเรื่องของผู้รับเหมา ไม่เห็นน่าจะเกี่ยวกับเราสักเท่าไหร่เลย

    แต่ในความเป็นจริงนั้น เราปล่อยให้มีการสร้างเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เข้าไปควบคุมไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าผู้รับเหมาที่มาสร้างนั้น เป้าหมายของเขาคือการสร้างให้เสร็จเท่านั้น และเป็นไปตามแบบที่เห็น แต่เรื่องของรายละเอียดความเนี๊ยบ วัสดุที่เอามาใช้นั้น เราเองที่เป็นคนออกแบบต้องเข้าไปคุม หรือช่วยดูแลแทนเจ้าของโครงการล้วนๆเลยครับ

    เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราเองนั่นล่ะที่จะทนไม่ไหวถ้าเกิดแบบที่เราออกแบบมานั้นมันโอเค แต่ช่างทำออกมาแล้วไม่ได้ตรงตามที่เราต้องการจริงๆ แบบนั้นันก็จะไม่ดี แล้วพอไม่ดี โดยปกติคนส่วนใหญ่นั้นมักจะพุ่งเป้าความสนใจมาที่ตัวสถาปนิกผู้ออกแบบมาก่อนเสมอ

    ด้วยเหตุผลนี้ มันก็เลยเกิดเป็นอาชีพขึ้นมาที่ชื่อว่า “CM” หรือ “Construction Management” ครับ คือสถาปนิกที่ควบคุมงานการก่อสร้างนั่นเอง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับโครงการใหญ่ๆที่ต้องมีการคุมการก่อสร้างโดยละเอียดทั้งในส่วนของตัวงานและระยะเวลาในการก่อสร้างเพื่อให้ทันกับตารางเวลาที่เจ้าของโครงการกำหนด



    ประมาณว่าเวลาที่เราออกแบบโครงการใหญ่ๆนั้น เรื่องของระยะเวลาทั้งในการออกแบบและการก่อสร้างให้แล้วเสร็จนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด อย่างเช่นถ้าเราออกแบบช้า ควบคุมงานเสร็จช้ากว่าที่กำหนด 3 เดือนคิดดูสิครับว่า โครงการนั้นจะเสียหายไปมหาศาลแค่ไหนจากการล่าช้านี้ และแน่นอน ถ้าเราทำไม่ทันตามกำหนด ปัญหาที่ตามมาจะเยอะ ดังนั้น อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่สำคัญและก็มีงานตลอดทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ

    หลายคนที่เรียนคณะนี้แล้วไม่ได้มีหัวทางการออกแบบเท่าไหร่ ก็มักจะผันตัวเองไปสู่ด้านการควบคุมงานอะไรทำนองนี้

    นี่เป็นเพียงแค่หลายตัวอย่างของอาชีพที่ถูกผันเปลี่ยนไปเท่านั้นนะครับ ความจริงแล้วยังมีอื่นๆอีกมากมายครับ เพียงแต่ที่พี่ยกมาให้นั้น พี่แค่อยากให้น้องเห็นเท่านั้นล่ะครับว่าเราไม่ต้องกลัวเราว่าคณะนี้นั้นจะใช่สำหรับเราหรือไม่ แค่ให้ตอบตัวเองอย่างเดียวว่าตอนนี้อยากเรียนหรือไม่ และไม่ว่าอนาคตความคิดเราจะเปลี่ยนไปเช่นไร ซึ่งต้องเปลี่ยนแน่นอนครับ เวลาเปลี่ยนทุกคนเปลี่ยนครับ น้องก็จะเอาความสุขที่น้องได้เรียนอะไรประมาณนี้ เอามาต่อยอดเป็นอาชีพของน้องที่เกิดขึ้นในอนาคตได้เท่านี้ก็เป็นคำตอบให้น้องแน่ใจแล้วล่ะครับว่าน้องจะเลือกเดินต่อหรือว่าไม่เดินต่อ

    ส่วนตัวพี่เองนั้นสมัยที่พี่เรียน ขนาดพี่เองยังยอมรับเลยครับว่า ช่วงเวลาที่พี่อยู่ปี4นั้น หลายครั้งอยู่เหมือนกันที่พี่คิดว่าเบื่อหน่ายกับการออกแบบแล้วล่ะ อยากจะเปลี่ยนไปลองอาชีพอื่นดูบ้าง

    ช่วงที่พี่เรียนนั้นพี่ก็ไปทำงานด้านอื่นควบคู่ไปกับการเรียนอยู่ด้วย ซึ่งหลายๆครั้งมันก็สร้างมุมมองที่หลากหลายขึ้นให้กับตัวพี่เอง บางสิ่งที่ออกไปทำขณะเรียน พอทำไปแล้วก็พบว่ามันไม่เวิร์คสำหรับเราเท่าไหร่ หลายคนอาจจะมองว่ามันเสียเวลา แต่สำหรับพี่ก็สนุกไปอีกแบบได้มุมมองที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิต พอเปลี่ยนมุมมองอย่างนี้ กลายเป็นว่าอะไรที่อยู่ข้างหน้ามันสนุกและดีไปหมดทำให้เรากลับมามีพลังในการออกแบบเพิ่มมากขึ้นซะอย่างนั้น

    ทุกวันนี้ บางวันพี่เองยังมีอารมณ์เบื่อไม่อยากออกแบบบ้างก็มีครับ บางวันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความตื่นเต้นในการออกแบบ ประมาณว่าพลังในการทำงานกลับมาแล้วซะอย่างนั้นก็มีครับ

    ทุกอย่างบางทีก็ไม่มีเหตุผล แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่ก็ยังจะเลือกเรียนคณะนี้อยู่ดี หรือ แม้แต่เพื่อนของพี่ที่พี่เล่าให้ฟังข้างบนว่าเขาไปทำงานเกี่ยวกับเวที การจัดคอนเสิร์ต ทุกวันนี้ยังได้คุยกันอยู่เลยว่าถ้าเกิดว่าย้อนเวลากลับไปได้ ยังจะเลือกเรียนคณะนี้อยู่ไหม และตัวเขาเองก็ยังตอบเหมือนกับที่พี่ตอบอยู่เลยครับว่า “แน่นอน เลือกเรียนอยู่”

    ความจริงแล้วคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นี้มันเป็นคณะที่แปลกมากๆเหมือนกันนะครับ ปัจจุบันเราจะเห็นกันเยอะเลยว่า บ่นกันในพื้นที่อินเตอร์เน็ตของตัวเองอยู่ตลอด ว่าเรียนแล้วเหนื่อยเรียนแล้วเงินน้อยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ทุกคนก็รักในสิ่งที่ตัวเองเรียนมากๆ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงยังเลือกเรียนมันอยู่ดี
  • พี่ค่ะ เพิ่งมารู้ตัวเองว่าอยากเรียนตอน ม.6 ไม่มีพื้นฐานด้วยคะ แถมปีนี้มีการเปลี่ยนระบบใหม่ด้วย อยากจะถามว่ามีความเป็นไปได้มั้ยค่ะที่จะสามารถฝึกได้ภายใน 2-3 อาทิตย์ และสามารถนำไปสอบได้ค่ะ [โดย : นาฬิกา วันที่ : 27-06-2017 ]
  • ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดีเลยน่ะครับ ไม่มีพื้นฐาน ฝึก 2-3 อาทิตย์จะสอบได้มั้ย ..... เหมือนถามว่าไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ อ่าน 2-3 อาทิตย์ จะสอบได้มั้ย... :)
  • ถ้าพี่ขี้เกียจอ่าน ผมเลื่อนไปด้านล่างได้เลยนะครับ ผมบอกปัญหาของผมไว้อยู่ ผมเป็นเด็กซิ่วครับพี่ เอาจริงๆตอนนี้ผมกำลังขึ้นปี2 ม.ปลายผมอยู่สายศิลป์คือเป็นศิลป์ทั่วไปเลย ตอนม.ปลายก็คิดว่าอยากเข้าสถาปัตย์นะ แต่คือผมเป็นคนวาดรูปไม่สวย แล้วก็ไม่ได้คิดจริงจังด้วย เลยคิดว่าตัวเองคงเรียนไม่ได้ แต่พอมาเข้ามหาลัยก็รู้สึกว่าตัวเองไม่อินกับการเรียนสักเท่าไหร่ ที่มาเรียนเพราะว่าลองยื่นพอร์ทแล้วมันติดบวกกับไม่ได้ไปสอบที่ไหนเลย พอติดก็เอาที่นี่ ตอนนั้นคิดง่ายมาก T^T พอเรียนมหาลัยมาเรื่อยๆก็รู้สึกว่าไม่โอเคกับที่เรียนอยู่ ผมก็เลยสมัครสอบ GAT,PAT1,2,3,4 พอถึงวันสอบก็ไปแบบงูๆปลาๆเตรียมตัวมาคืนเดียว เพราะว่าในมหาลัยมันก็มีงานด้วยเลยไม่ได้เตรียมตัว เอาง่ายๆคือผมจัดเวลาไม่เป็น พอไปสอบรู้สึกว่าชอบข้อสอบpat4(ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์) มาก เพราะว่ามันไม่ใช่การเรียนเพื่อมานั่งฝนอ่ะครับ พอคะแนนออกคือตกใจมากได้pat4 100/300 ถึงมันจะดูน้อยๆ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมตัวอย่างผม ผมคิดว่ามันเยอะมากเลยนะ น่าจะได้คะแนนมาจากpart isometric เพราะperspectiveนี่อ่านโจทย์ไม่ทันด้วยซ้ำ ถึงทันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่เป็นเลย หลังจากประกาศผมก็คิดว่าถ้าเตรียมตัวมันก็น่าจะไหวอยู่ หลังจากนั้นผมก็เริ่มคลุกคลีกับงานสถาปัตย์ คลุกคลีกับperspective ไปดูคลิปสอนอะไรพวกนี้ แต่ก็ไม่ได้วาดตาม งานASA EXPO ผมก็ไปมา รู้สึกหัวใจเต้นแรงเวลาเห็นโมเดลครับ 55555 จนมาถึงตอนปิดเทอมมหาลัยนี่แหละ ผมก็เลยไปลงคอร์สติวสถาปัตย์ ตอนนี้ก็ลอกงานperspectiveได้แล้ว แต่พอไปทำโจทย์perspectiveจริงๆนี่นึกภาพไม่ออกเลยครับ เลยรู้สึกท้อมากจนหายท้อแล้วครับ 555555 เพราะผมคิดว่าคณะเป็นคณะที่ต้องใช้ทักษะที่ต้องฝึกฝน ถ้าเข้าไปเรียนโดยที่ไม่มีทักษะก็น่าจะเหมือนเข้าไปฆ่าตัวตาย ดังนั้นผมก็คงต้องพยายามมากกว่าคนอื่น คือตอนลอกงาน ตอนนั่งคิดโลโก้คือผมรู้สึกโอเคมากเลยนะ แต่ไม่รู้ไปเรียนจริงๆมันจะยังโอเคเหมือนตอนนี้รึป่าว อีกอย่างผมเพิ่งรู้ว่าสถาปัตย์ส่วนใหญ่เขารับวิทย์-คณิตกัน ก็มีกังวลนิดหน่อยเรื่องเขาจะไม่รับเราเพราะเรียนไม่ตรงสาย แต่เรื่องเลขเรื่องฟิสิกส์ผมไม่ห่วงนะ เพราะคณะที่เรียนตอนนี้ผมก็เจออยู่ สอบแคลคูลัส พวกดิฟ อินทิเกรตอะไรงี้นี่พอทำเป็นครับ ตอนนี้ก็ยื่นแอดมิดชั่นไปแล้ว รอประกาศเย็นนี้ จบแล้วนะครับ อาจจะยาวไปหน่อย

    สรุปปัญหาที่ผมอยากถาม
    1.ผมวาดคนตามแบบได้ แต่ให้นึกเองแล้ววาดนี่ไม่ได้เลยครับ นึกออกแค่ท่ายืนธรรมดา ถ้าอยู่ดีๆให้วาดคนหกล้มในมุม ant view อะไรแบบนี้นี่ไม่รอดแน่นอนครับ
    2.นึกมุมperspectiveไม่ออกเลย (ผมเพิ่งเคยลอกไปสองงานเองครับ)
    3.จากที่พี่อ่านมา พี่คิดว่าผมเรียนได้ไหม
    4.อยากให้พี่บอกเรื่องที่ผมคิดไม่ถึงกับการเรียนสถาปัตย์หน่อยครับ พวกวิชาที่เรียนอ่ะครับ
    ป.ล.ถามผมกลับได้นะครับ [โดย : เด็กซิ่ว วันที่ : 15-06-2017 ]

  • ตอบคำถาม


    พี่จะตอบเป็นข้อๆเลยละกันนะครับ

    ตอบข้อ 1 : ผมวาดคนตามแบบได้ แต่ให้นึกเองแล้ววาดนี่ไม่ได้เลยครับ นึกออกแค่ท่ายืนธรรมดา ถ้าอยู่ดีๆให้วาดคนหกล้มในมุม ant view อะไรแบบนี้นี่ไม่รอดแน่นอนครับ?


    การวาดคนนั้นสำหรับสายงายสถาปัตยกรรมแล้ว เราวาดเพื่อประกอบให้เป็นรูปเป็นร่างเพื่อเป็นองค์ประกอบให้กับสิ่งที่เราออกแบบเท่านั้น เพราะว่าจริงๆแล้ว งานที่เราจะโฟกัสเข้าไปมันเป็นตัวงานสถาปัตยยกรรมน่ะครับ

    น้องส่วนใหญ่ที่เรียนแล้วเขียนคนได้ดีนั้น มักจะมีพื้นฐานที่ตั้งแต่เด็กๆเป็นคนที่ชอบวาดการ์ตูนมาอยู่แล้ว มันเลยทำให้เหมือนกับว่าเขามีชั่วโมงบินมาค่อนข้างเยอะอยู่ การเขียนท่าทางต่างๆมันเลยอยู่ในหัวมาโดยตลอด แล้วก็อย่างที่ว่านั่นล่ะครับ เวลาที่เขียนภาพที่ต้องการมิติความรู้สึกมากขึ้น พอมีคนเข้าไปแล้วมันสวยมันก็ไปเพิ่มมูลค่าให้กับตัวงานที่เราออกแบบมากขึ้นเข้าไปอีก
    ทักษะด้านนี้เป็นทักษะที่ต้องอาศัยความชอบส่วนตัวล้วนๆเลยครับ จริงๆแล้วมันก็สามารถสอนกันได้ เพียงแต่ว่ามันใช้เวลาสอนที่ค่อนข้างนาน แล้วก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรที่ตายตัวขนาดนั้น ก็เหมือนทั่วไปคือการเรียนพื่อเข้าใจสัดส่วนของร่างกายมนุษย์ว่าแต่ละส่วนนั้นพอประกอบเข้ารวมกันแล้วเป็นอย่างไร

    ซึ่งในแต่ละคนที่มีสัดส่วนที่ต่างกันนั้น ก็ย่อมมีการเขียนที่ต่างกัน เอาเป็นว่าตรงส่วนนี้นั้นเราอาจจะไม่ต้องไปเครียดกับมันมากนักครับ เน้นว่าสามารถสื่อสารเพื่อให้เข้าใจได้ก็พอ


    ตอบข้อ 2 : นึกมุม Perspective ไม่ออกเลย (ผมเพิ่งเคยลอกไปสองงานเองครับ)?


    การนึกมุมในการเขียน Perspective ไม่ออกนั้น แสดงว่าเรายังใช้เวลากับมันน้อยไปครับ การฝึกเขียนภาพต่างๆเหล่านี้นั้น มันเหมือนกับการที่เราฝึกเล่นดนตรีนั่นล่ะครับ มันต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนและก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลาทุ่มเทจริงจังต่อวันกับมันมากแค่ไหน

    การฝึกในช่วงแรกๆของการเรียนพื้นฐานนั้น ส่วนใหญ่ก็ต้องมานั่งวาดตามภาพที่เป็นตัวอย่างก่อนครับ เพื่อให้อย่างน้อยก็พอที่จะนั่งเขียนดูว่า เวลาที่อาคารบ้านเรือนที่เราจะเขียนนั้น พอมันเปลี่ยนรูปร่างในแบบต่างๆจะต้องเขียนอย่างไรเพื่อให้มันถูกต้องตามหลักการของ Perspective

    เวลาที่เราฝึกวาดนั้น อย่างต่ำๆน้องอาจจะต้องวาดเกินกว่า 10 ภาพขึ้นไปน่ะครับมันถึงเริ่มที่จะจับทางพอได้ว่าลักษณะต่างๆนั้นมันต้องเขียนอย่างไร

    ซึ่งหลังจากนั้น พอเขียนซ้ำไปซ้ำมาเข้าจนสามารถจดจำอะไรบางอย่างได้แล้ว คราวนี้ก็เป็นส่วนที่ต้องพยายามหาภาพอาคารบ้านเรือนที่มันหลากหลายขึ้น ยัดเอาเข้ามาอยู่ในหัวเราให้ได้ ไม่อย่างนั้นเวลาที่เขียน Perspective ไปได้สักพักหนึ่ง มันจะเกิดอาการที่เขียนไปเรื่อยๆ รูปแบบของเรานั้นมันก็จะซ้ำแบบเดิมๆ ทำให้เขียนแล้วมันก็จะวนซ้ำอยู่ที่เดิม

    หลายคนที่เกิดอาการอย่างนี้มักจะเข้าใจไปว่าตัวเองนั้นขาดจินตนาการ เขียนเท่าไรก็ได้แค่นี้ ซึ่งจริงๆแล้ว ขั้นตอนต่อไปมันอยู่ที่การเขียนเก็บรายละเอียดของอาคารจริงๆในหลากหลายรูปแบบ โดยวิธีการฝึกฝนนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการนั่งสังเกตบ้านเรือนที่เราผ่านมันทุกๆวัน เมื่อผ่านแล้วเราลองถามตัวเองว่าเราสามารถจดจำรายละเอียดของตัวอาคารเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน มากจนถึงขนาดที่เราสามารถเอามาวาดรูปได้เลยรึเปล่า ถ้าเกิดว่ายังไม่ได้ แสดงว่าเรายังไม่ได้จดจำมันมากพอ คราวนี้อาจจะลองถ่ายรูปลงมือถือ แล้วก็ลองพยายามจดจำของมันให้ได้

    หลังจากนั้นก็เอามาเขียนดู พอเราเริ่มวาด การวาดนั้นเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก จำให้ตายเท่าไร มันก็ไม่เท่ากับการที่เราวาดมันออกมา แล้ววาดมันแบบซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น แล้วพอเราจำรายละเอียดต่างๆได้เพิ่มมากขึ้น เราก็ลองเขยิบเข้าไปวาดสถาปัตยกรรมต่างๆที่หลากหลายรูปแบบดูบ้าง มันก็จะทำให้ประสบการณ์การวาดของเราเพิ่มมากยิ่งขึ้น (อันนี้สำหรับน้องที่ต้องการฝึกฝนด้วยตัวเองนะครับ)

    การฝึกวาด Perspective นั้น การที่เราวาดเก่งไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นนักออกแบบที่ดี แต่นั่นหมายความว่าเรามีต้นขั้วของการออกแบบสะสมอยู่ในหัวของเรา สิ่งเหล่านี้นั้นยิ่งเรามีมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลดี มันเหมือนกับว่าเวลาที่เราทำอาหารแล้วเรายิ่งมีเครื่องปรุง วัตถุดิบต่างๆที่เอามาทำอาหาร ยิ่งเยอะเท่าไร การคัดสรรให้ผลงานออกมาย่อมมีทางเลือกที่เยอะกว่าทั่วไปเป็นธรรมดา แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาส่วนผสมต่างๆนั้นมาปรุงรสให้ถูกใจชาวประชามากแค่ไหน

    ดังนั้น Perspective ก็เป็นส่วนหนึ่งของคณะนี้เท่านั้นครับ ฝึกวาดไปเรื่อยๆเดี๋ยวมิติมันก็จะดันขึ้นมาสูงขึ้นเรื่อยๆเอง แต่ไม่ต้องไปเครียดถึงขนาดว่าถ้าเราไม่สามารถเขียน Perspective ได้ดีนั้น จะทำให้เราขาดคุณสมบัติของการเป็นสถาปนิกที่ดีแต่อย่างใดครับ

    ตอบข้อ 3 : จากที่พี่อ่านมา พี่คิดว่าผมเรียนได้ไหม?

    เรียนได้ครับ ไม่ต้องห่วง

    ตอบข้อ 4 : อยากให้พี่บอกเรื่องที่ผมคิดไม่ถึงกับการเรียนสถาปัตย์หน่อยครับ พวกวิชาที่เรียนอ่ะครับ?

    สิ่งที่ไม่คาดคิดพี่ว่าเกิดขึ้นเสมอนั่นล่ะครับ เวลาที่เราอ่านจากหัวข้อรายวิชานั้น มันเทียบไม่ได้กับที่เราเข้าไปเรียนเองจริงๆ โดยเฉพาะกับวิชาหลักๆของทางคณะอย่างเช่น วิชาพื้นฐานทางการออกแบบ หรือวิชาโครงสร้าง

    อันนี้พี่พูดถึงรายวิชาหลักก่อนเลยละกันครับ ซึ่งฟังจากชื่อแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่ากลัวเท่าไร เพราะว่าเราเข้าไปเรียนศาสตร์เกี่ยวกับการออกแบบ วิชาพื้นฐานทางการออกแบบก็ย่อมต้องเป็นวิชาที่เราอยากเรียนอยู่แล้ว แต่เชื่อไหมครับว่าวิชานี้เองก็เป็นตัวปัญหาอยู่พอสมควร ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับ พอมันเป็นเรื่องของการออกแบบแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ มาตรฐานเรื่องของคะแนนที่อาจารย์ให้ มันอาจจะมีเรื่องของความค้างคาใจเกิดขึ้นได้เสมอ หรือพูดตรงๆก็คือ “ความยุติธรรม”

    ความยุติธรรมคืออะไร ก็อย่างเช่น งานที่เราออกแบบนั้น เราทำทั้งคืน และมีความละเอียดมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นของเราเยอะ แต่พอเมื่อเวลาที่ตรวจให้คะแนนแล้ว กลายเป็นว่าเพื่อนของเราได้คะแนนเยอะกว่าเราไปซะอย่างนั้น ทั้งๆที่เมื่อไปดูงานของเขาแล้ว เราเองก็คิดว่าของเราดีกว่าอยู่ดี

    สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะว่าเมื่อเป็นเรื่องของการออกแบบแล้วนั้น มันไม่มีผิดมีถูกแต่อย่างใดครับ มันมีแต่ถูกใจหรือว่าไม่ถูกใจเท่านั้น และก็ไม่ได้หมายความว่างานใครดีกว่าใครขนาดนั้นด้วย สิ่งไม่คาดฝันที่น้องไม่คิดจะเจอสิ่งแรกจากรายวิชานี้จะเกิดขึ้นแน่นอนไม่ช้าก็เร็วครับ


    ส่วนเรื่องรายชื่อวิชาการที่น้องจะต้องเจอและไม่คาดคิด จริงๆมันไม่ได้เวอร์เกินกว่าที่มันควรจะเป็นแต่อย่างใดครับ เพราะเท่าที่พี่อ่านมา น้องเรียนเกี่ยวกับคณะที่มีการเรียนคำนวณมาอยู่บ้างแล้ว เท่าที่เหลือก็อาจจะเป็นพวกวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ซึ่งอันนี้ไม่ต้องห่วงเลย พี่ว่าสามารถผ่านมันไปได้อย่างไม่ยากเท่าไร อาศัยค่อยๆให้เพื่อนที่เขารู้ติวให้ก็ได้


    รวมไปจนถึง วิชาที่มีการคำนวณเกี่ยวกับโครงสร้างการรับแรงต่างๆ อันนี้ก็น่าจะเป็นเหมือนกันครับ คือเพื่อนๆที่เขาเรียนมาอยู่สายวิทย์เก่งๆ เดี๋ยวเขาก็จะจับกลุ่มช่วยกันติวเพื่อให้สามารถพอทำวิชานี้และผ่านมันไปได้ครับ สมัยที่พี่เรียนนั้น เพื่อนๆหลายคนก็จบมาจากสายศิลป์ทั้งนั้น ก็สามารถเรียนเนื้อหาเหล่านี้ได้รอดครับ

    เนื่องจากเนื้อหาที่เราเรียนนั้น มันเป็นเนื้อหาที่มีความเฉพาะเจาะจง และการสอบแต่ละครั้งนั้น มันมีจุดประสงค์ที่จะออกข้อสอบในแต่ละเรื่องอย่างชัดเจนครับ มันไม่ได้หว่านกว้างเหมือนกับข้อสอบมัธยมปลายที่อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด

    อันนี้มันเหมือนกับว่าเราเข้าไปสอบแล้วเรารู้เลยว่าข้อสอบต้องการให้เรารู้เรื่องอะไร การติวเลยมีเนื้อหาที่ตรงตัวครับ อาจจะใช้ความพยายามหน่อยเดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากมายสำหรับคณะนี้ และอาจารย์ที่เขาออกข้อสอบ เขาก็ไม่ได้ออกข้อสอบมายากจนเกินกว่าเด็กที่เรียนออกแบบอย่างเราๆจะทำไม่ได้ครับ เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาสอนนั้น มันเป็นเพียงแค่ตัวประกอบของสายวิชาชีพของเราเท่านั้น เลยไม่จำเป็นจะต้องเอาเป็นเอาตายเหมือนกับวิศวะอย่างนั้น

    เรื่องของวิชาการในชั้นปีที่ใกล้จบนั้น ก็ยังคงอยู่ทุกเทอมและมีไปเรื่อยๆครับ แต่พอปีสูงๆใกล้จะจบนั้น ส่วนของวิชาการจะเริ่มเปลี่ยนเป็นการบูรณาการมากขึ้น โดยอาจจะเอาวิชาเศรษฐศาสต์เข้ามาเพื่อให้เราเรียนรู้ด้วย เพราะว่าศาสตร์ที่เราต้องเรียนจบออกไปทำงานนั้น มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าไปข้องเกียวกับวิถีชีวิตมนุษย์และระบบเศรษฐกิจครับ

    แต่แง่ดีของมันก็มีเยอะนะครับ เพราะว่าวิชาที่เราเรียนนั้น เมื่อเรียนจบแล้วเราสามารถต้อยอดไปเรียนต่อปริญญโท ในหลายๆคณะได้ เนื่องจากพื้นฐานที่เรามีอยู่นั้น การต่อติดกับส่วนของบริหารธุรกิจในสาขาวิชาต่างๆนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ยากครับ



  • พี่คะหนูควรเก็บคณิตกะฟิสิกส์เรื่องอะไรบ้างคะ [โดย : ปิ้ว วันที่ : 07-06-2017 ]
  • คณิตควเก็บทุกเรื่องครับ เพราะว่าการออกนั้น มันก็เน้นเฉลี่ยไปทุกเรื่องครับ ส่วนฟิสิกส์นั้น ถ้าเกิดว่าเป็นสมัยก่อน พี่อาจจะให้เน้นไปที่ กลศาสตร์ครั้บ แต่ว่าเนื่องจากฝังการสอบในปัจจุบัน เขาเอา ฟิสิก์ใน 9 วิชาสามัญครับ มันเลยอาจจะต้องเน้นไปที่ เฉลี่ยๆ หลายๆบทคละๆกันไปน่ะครับ
  • อยู่ม.5 แล้ว เรียนสายศิลไม่มีพ้นฐานเลยด้วย มีโอกาสที่จะเรียนสถาปัตยได้ไหมครั ต้องเรียนไรเพิ่มรึเปล่าคับ ขอบคุณครับ [โดย : ธนายุ วันที่ : 05-06-2017 ]
  • มีโอกาสครับ ไม่มีพื้นฐานเลย ยังพอมีเวลาที่จะลุยกันได้ครับ ส่วนที่ต้องหาเรียนเพิ่มเติม อาจจะเป็นเรื่องของฟิสิกส์ หน่อยน่ะครับ
  • อยู่ ม.6 ค่ะตอนนี้มาแลกเปลี่ยนต่างประเทศชอบวาดรูปมานาน แต่พึ่งมารู้ตัวว่าสนใจสถาปัตย์ อยากเข้าสาขาออกแบบภายในจุฬา ไม่มีพื้นด้านความสถาปัตย์เลยค่ะ จะถึงไทยต้นกรกฎา จะทันไหมคะ? หรือหนูจะเข้าคณะอื่นก่อนแล้วซิ่วมาดี? [โดย : พัทธนันท์ ปัญจนันท วันที่ : 03-06-2017 ]
  • ทันครับ ทันแน่นอน ถ้าเกิดว่าถึงเมืองไทยเมื่อไหร่ เดือนกรกฎาคม สามาร๔โทรเข้ามาที่เบอร์สถาบนัน 086-019-9989 ได้เลยนะครับ พี่ๆที่นี่เตรียมพร้อม Stand by เตรียมลุยเลยครับ
  • หลานสาวกำลังจะขึ้นมอ 4 ครับ อยากเรียนต่อสถาปัด ถ้าติวตอนนี้จะเร็วไปไหม หรือสามารถที่จะติวได้เลย และตอนนี้ทางสถาบันมีเปิดสอนไหม เต็มหรือยังครับ [โดย : นนทวัฒน์ ลพอุทัย วันที่ : 27-05-2017 ]
  • เรียนได้เลยไม่ได้เร็วไปครับ
    ศาสตร์ด้านนนี้ ยิ่งเริ่มเร็ว งานยิ่งง่ายครับ

    ส่วน Course ที่กำลังจะเปิด ดังนี้ครับ

    ติวความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์- พฤษภาคม 2560.
    ทั้งการสอบตรง,โควต้าและ PAT4
    เริ่มต้นเรียนทุกวันเสาร์และอาทิตย์
    เริ่มต้น 28 พฤษภาคม 2560. นี้

    โดยที่ตารางเรียนคอร์สพื้นฐาน
    ราคาคอร์สละ 3600 บาท ต่อการเรียน 36 ชั่วโมง
    (เรียนทุกๆวันอาทิตย์)
    ตาราง Basic Course ของ Course เดือนพฤษภาคม 2560.
    ครั้งที่1 วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่2 วันอาทิตย์ที่ 04 มิถุนายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่3 วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่4 วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่5 วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่6 วันอาทิตย์ที่ 02 กรกฎาคม 2560. 10.00-17.00


    ซึ่งพอเรียนจบคอร์สดังกล่าวแล้ว น้องๆสามารถเลือกเรียน
    คอร์ส Advance ได้ต่อเนื่องเลยทันที ในวันและเวลาเดียวกัน
    โดยที่ราคาค่าเรียนเท่ากันคือ 3600 บาทต่อการเรียน 36ชั่วโมงครับ
    โดยชำระพร้อมกันทั้งห้อง
    ถ้าเกิดว่าขาดเรียนครั้งไหน สามารถหาวันลงชดเชยได้เพื่อตามเนื้อหาเพื่อนๆได้ทัน

    ทางเราจะรับจองเฉพาะน้องที่ชำระเงิน 3600 บาทแรกเท่านั้นครับ
    เพื่อเป็นการยืนยันว่า อยากเรียนจริงๆ เพราะที่นั่งเรามีจำกัด
    ส่วนวิธีการชำระเงิน
    มี 2 ทางครับ คือเดินมาชำระเงินสดที่สถาบันได้เลย หรือ
    โดยการโอนบัญชีทางธนาคาร
    บัญชีใดก็ได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาสำนักพหลโยธิน
    บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี : นายเอกรัตน์ วรินทรา และ นาย นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
    เลขที่บัญชี : 799-2-72551-2

    โดยกรณีที่ชำระเงินทางธนาคาร รบกวนถ่ายรูปใบเสร็จ
    หรือแคปหน้าจอ หลักฐานการโอนเงินเข้ามาที่ Line id: alepaint
    จากนั้นพิมพ์ ชื่อ นามสกุล พร้อมกับเบอร์โทรประกอบการจอง
    เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

    อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนที่นี่ใช้แค่ ดินสอ2B พร้อมกระดาษA4 ประมาณ20แผ่นครับ
    ส่วนเรื่องของสี หรือว่าอุปกรณ์ในการเรียนต่างๆที่มากกว่านั้น
    อันนี้เดี๋ยวเรียนๆไปแล้วพี่จะแนะนำให้ค่อยๆซื้อเป็นรายๆไปนะครับ
    เพราะจะได้ซื้อที่ตรงกับที่จะเรียนจริงๆครับ

    ขอบคุณครับ

    A Le Paint :)
  • พี่คะ ตอนนี้หนูกำลังขึ้นชั้นม.4 และพึ่งรู้ตัวว่ามีความชอบความถนัดด้านศิลปะ หนูอยากเรียนสถาปัตย์ แต่ไม่ค่อยเก่งพวกวิชาคณิต ฟิสิกส์ หนูควรเตรียมตัวยังไงบ้างคะ [โดย : อิศราภรณ์ เทเวศ วันที่ : 09-04-2017 ]
  • ไม่ต้องซีเรียสไปครับ เพราะว่า ส่วนใหญ่แล้วคนที่เข้าคณะนี้ก็ไม่ได้เก่งวิชาการพวกนี้มากมายหรอกครับ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องเรียนเพื่อให้มันรู้บ้างน่ะครับ แต่ถ้าเกิดว่าเก่งได้ก็จะยิ่งดีน่ะครับ ยิ่งเก่งคะแนนก็ยิ่งเยอะ มันก็เลยมีผลกับการสอบน่ะครับ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ เอาเท่าที่ได้ครับ ไ่ต้องกลัว
  • คณะสถาปัตยกรรม ต้องใช้วิชาอะไรไปสอบบ้างค่ะ [โดย : Yossda วันที่ : 18-03-2017 ]
  • หลักๆเลยก็จะเป็น เลข, ฟิสิกส์ และอังกฤษครับ ถ้าเป็นส่วนวิชาการนะครับ ที่เหลือก็เป็นวิชาความถนัดทางสถาปัตย์ครับ
page
of 68