กลุ่มทีม A-Le’ Paint (เอ-เลอ-เพนท์) เป็นทีมสอนความถนัดทางสถาปัตยกรรม
ซึ่งเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของ พี่นัน-นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ และ
พี่เอก-เอกรัตน์ วรินทรา ตั้งแต่ ปี 2547 ด้วยปณิธาณที่เรายึดถือเสมอมาว่า เราสอนด้วยความตั้งใจ และรักในสถาปัตยกรรมและต้องการพัฒนาคุณภาพ ของวิชาชีพสถาปัตยกรรมให้มี มาตรฐานที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป

เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คุณภาพของทีมเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนการสอนของที่นี่จึงเน้นทีม ที่มีความชำนาญเฉพาะทางดูแลน้องๆ ทุกคน เป็นเพื่อน เป็นพี่ที่ให้คำปรึกษาได้ทุกๆ ปัญหา โดย
และจุดประสงค์ของการสร้าง Website นี้ขึ้นมาก็เพื่อที่จะเป็นบ้านเล็กๆ ของเราเหล่าชุมชน A-Le’ Paint ชุมชนเล็กๆ ที่เราจะแบ่งปัน ความรู้ทางการออกแบบ, ประสบการณ์ และเกาะติดข่าวคราว ในแวดวงสถาปัตกรรมเป็นหลัก และหากว่าใครเพิ่งเปิดเข้ามาเจอ Website นี้ เราก็ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่บ้าน A-Le’ Paint แห่งนี้ครับ น้องๆ สามารถสมัคร และเข้ารวมพูดคุย แสดงความคิดเห็นกันได้ตามอัธยาศัย หรือหากต้องการส่งงาน เพื่อให้วิจารณ์และแก้ไข เราก็เต็มใจ และยินดีให้คำแนะนำ แก่ทุกคนอย่างเต็มที่ครับ

ยินดีต้อนรับสู่บ้าน เอ-เลอ-เพนท์ (บ้านช้างน้อย) ครับ
พี่ๆ ทีมงาน


  • คณะสถาปัตยกรรม ต้องใช้วิชาอะไรไปสอบบ้างค่ะ [โดย : Yossda วันที่ : 18-03-2017 ]
  • หลักๆเลยก็จะเป็น เลข, ฟิสิกส์ และอังกฤษครับ ถ้าเป็นส่วนวิชาการนะครับ ที่เหลือก็เป็นวิชาความถนัดทางสถาปัตย์ครับ
  • พี่คะ ตอนนี้หนูเรียนอยู่ม.1จะขึ้นม.2 หนูอยากลงเรียนคอร์สติวสถาปัตย์เพราะหนูชอบทางด้านนี้มากแต่ไม่รู้ว่ามันจะเร็วไปรึป่าวที่จะเรียน เพราะหนูไม่มั่นใจว่าถ้าเรียนแล้วจะไปรอดป่าว [โดย : ณิชาภา วันที่ : 24-02-2017 ]
  • ไม่มีคำว่าเร็วไป หรือว่าช้าไปหรอกครับ ถ้าเกิดว่าคิดว่าใช่แล้วลุยได้เลยครับ ตอนนี้ที่ A Le Paint มีน้องๆ ม2 มาเริ่มเรียนอยู่หลายคนแล้วครับ ยิ่งรู้ตัวเร็วยิ่งเก่งขึ้นครับ ลุยได้เลยครับ เจอกัน 11 มีนาคม นี้ได้เลยครับ :)
  • พี่ค่ะคือหนูเรียนม.5จะขึ้นม.เทอมหน้าแล้วอ่ะค่ะ อยากจะสอบถามว่าถ้าไปเรียนจะทันมั้ยค้า แล้วคือหนูไม่มีพื้นฐานเลย [โดย : สกุลกาญจน์ มณีแจ่มใส วันที่ : 23-02-2017 ]
  • ทันครับ เพราะ Summer Course ที่ๆนี่กำลังจเปิดนั้น พี่เน้นสอนตั้งวแต่พื้นฐานครับ ม5 ลุยได้เลยครับ

    ติวความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ Summer 2017.
    ทั้งการสอบตรง,โควต้าและ PAT4
    เริ่มต้นเรียนทุกวันเสาร์และอาทิตย์
    เริ่มต้น 11 มีนาคม 2560. นี้

    โดยที่ตารางเรียนคอร์สพื้นฐาน
    ราคาคอร์สละ 3600 บาท ต่อการเรียน 36 ชั่วโมง
    ตาราง Basic Course ของ Course เดือนมีนาคม 2560.
    ครั้งที่ 1 วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 3 วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 5 วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 6 วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560. 10.00-17.00


    ซึ่งพอเรียนจบคอร์สดังกล่าวแล้ว น้องๆสามารถเลือกเรียน
    คอร์ส Advance ได้ต่อเนื่องเลยทันที ในวันและเวลาเดียวกัน
    โดยที่ราคาค่าเรียนเท่ากันคือ 3600 บาทต่อการเรียน 36ชั่วโมงครับ

    ทางเราจะรับจองเฉพาะน้องที่ชำระเงิน 3600 บาทแรกเท่านั้นครับ
    เพื่อเป็นการยืนยันว่า อยากเรียนจริงๆ เพราะที่นั่งเรามีจำกัด
    ส่วนวิธีการชำระเงิน
    มี 2 ทางครับ คือเดินมาชำระเงินสดที่สถาบันได้เลย หรือ
    โดยการโอนบัญชีทางธนาคาร
    บัญชีใดก็ได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาสำนักพหลโยธิน
    บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี : นายเอกรัตน์ วรินทรา และ นาย นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
    เลขที่บัญชี : 799-2-72551-2

    โดยกรณีที่ชำระเงินทางธนาคาร รบกวนถ่ายรูปใบเสร็จ
    หรือแคปหน้าจอ หลักฐานการโอนเงินเข้ามาที่ Line id: alepaint
    จากนั้นพิมพ์ ชื่อ นามสกุล พร้อมกับเบอร์โทรประกอบการจอง
    เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

    อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนที่นี่ใช้แค่ ดินสอ2B พร้อมกระดาษA4 ประมาณ20แผ่นครับ ส่วนเรื่องของสี หรือว่าอุปกรณ์ในการเรียนต่างๆที่มากกว่านั้น อันนี้เดี๋ยวเรียนๆไปแล้วพี่จะแนะนำให้ค่อยๆซื้อเป็นรายๆไปนะครับ เพราะจะได้ซื้อที่ตรงกับที่จะเรียนจริงๆครับ

    A Le Paint :)

  • ลูกชายขึ้นม.4 ปีนี้ เขาตั้งใจอยากเรียนสถาปัตย์ แต่ตอนนี้เรียนอยู่ที่ต่างจังหวัด (ตรัง) สนใจอยากมาเรียนตอนปิดเทอมที่นี่มาก ไม่ทราบว่าพอจะมีช่วงเวลา มาสมัครเรียน ช่วงไหนบ้างครับ [โดย : วิสาร ชุมนูรักษ์ วันที่ : 22-02-2017 ]
  • ถ้าเป็นต่างจังหวัดเลย มีอยู่ 2 กรณีครับคือ
    1. เรียนตาม Summer Course ที่ทางสถาบันวางไว้คือ เรียนทุกวันเสาร์ อาทิตย์ 10.00-17.00
    โดยจะเริ่มเรียนวันที่ 11 มีนาคม 2560. เป็นต้นไปครับ

    2.มีเวลาจำกัด โดยที่อยากเรียนมากกว่า 2 วันต่ออาทิตย์
    อันนี้สามารถโทรเข้ามาบอกความตั้งใจว่าจะเข้ามาช่วงเวลาไหน
    และมีเวลาถึงเท่าไหร่ อยากเรียนชนิดที่เรียกว่าอัดๆเลยรึเปล่าครับ
    ก็สามารถกำหนดวันเรียนแบบหนักได้ด้วยตัวเองครับ
    (สามารถโทรเข้ามาสอบถามได้ที่ 081-849-1044 ครับ

    ทางสถาบันพร้อมที่จะพยายามสอนตามเวลาที่น้องมีให้ได้มากที่สุดครับ

    ขอบคุณครับ
  • ลูกสาวเพื่งอยู่ ม.2 ของโรงเรียนอินเตอร์ สนใจอยากเรียนทางด้านสถาปัตหรือมัณฑนศิลป์ อยากขอคำแนะนำในการเตรียมตัวหรือการเริ่มต้นในขณะนี้ค่ะ แล้วถ้าสมัครเรียน Course ที่นี่จะเหมาะกับเขามั๋ยคะ ขอคำแนะนำด้วยค่ะ [โดย : ปวริศา วงศ์เพสย์วิเชียร วันที่ : 22-01-2017 ]
  • ถ้าเป็นของมัณฑนศิลป์เลย สามารถเริ่มเรียนได้ต่างหากแยกออกมาเลยก็ได้ครับ ตามความต้องการถ้าเกิดว่าน้องต้องการเรยนทันทีเลย ก็สามารถมาลงเรียนเริ่มต้นได้ตลอดเวลาเลยครับ เพราะว่าสำหรับมัณฑนศิลป์นั้น อาจจะต้องเริ่มต้นจากการ “วาดเส้น”(Drawing) ก่อนน่ะครับ เพื่อเป็นพืนฐาน ซึ่งจะต่างจากการเรียนสถาปัตย์ที่ไม่ต้องก็ได้

    ถ้าสนใจยังไง สามารถเข้ามาดูบรรยากาศได้ตลอดเสาร์ อาทิตย์ได้เลยนะครับ โดยอาจจะมาคุยกับทีมพี่ที่สอน เพื่อปรึกษาข้อมูลการเตรียมตัวต่างๆได้ครับ หรือกรณีที่ไม่สะดวกเข้ามาสามารถโทรคุยปรึกษาได้ที่ 081-849-1044 หรือ 086-019-9989 ได้ตลอดเวลาครับ
  • พี่คะ pat4 หนูน้อยมากได้ 145 แต่ตอนนี้คิดว่าน่าจะติดโควต้าเรียนดีมข. สถาปัตหลักแล้ว หนูควรรอแอดแล้วสอบgatpat รอบสอง หนือควรยื่นรับตรงมข.เลยดีคะ [โดย : lin วันที่ : 15-12-2016 ]
  • ดูจากรูปทรงแล้ว น้องน่าจะเป็นคนที่น่าจะอยากสู้ต่อครับ เพียงแต่ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่บอกว่า น้องไม่มั่นใจแล้วล่ะครับว่า ทางเดินต่อไปนั้นจะเป็นอย่างไร จริงๆแล้ว เราควรจะหยุด หรือว่าจะเดินต่อไป อะไรประมาณนั้นน่ะครับ พี่เข้าใจดีครับ เวลาที่เราตั้งใจและพยายามอะไรบางอย่างแล้ว ผลที่ออกมามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แล้วเราเองก็ไม่อยากผิดหวัง มันเลยลังเลครับว่า เราควรจะตอบตกลงเอามหาลัยที่เขารับเราเลยหรือว่าจะเดินสู้ต่อไปดี

    ถ้าเกิดว่าเราเอาไปเลย ทุกอย่างมันก็ง่ายดายไปเลย แบบว่าจบไปเลย แต่เชื่อไหมครับว่า มันจะมีเสียงกระซิบอะไรบางอย่าง บอกว่าจริงๆแล้ว ที่นี่อาจจะยังไม่ได้เป็นที่ๆเราต้องการอย่างจริงๆก็ได้ แล้วถ้าเกิดว่าเรายอมแพ้กับความพยายามที่จะเดินไปต่อแล้ว เรียกได้ว่าเอาสิ่งที่มากองอยู่ตรงหน้าเอาไว้ก่อนดีกว่า เอาความแน่นอนไว้ก่อนดีกว่า น่าจะดีนะ

    เชื่อไหมครับว่า มันเหมือนกับเป็นทางแยกสองทางที่มาถึง ทางแรกคือเราเอาไปเลย มันทำให้ทุกอย่างสิ้นสุดไปเลย ไม่ต้องมานั่งพยายามสอบอะไรก็แล้วแต่ต่อจากนี้ แต่อีกใจหนึ่ง พี่เชื่อครับว่ามันก็จะมีอารมณ์แบบว่า ยังไม่สุดอะไรประมาณนั้น และความที่ยังไม่สุดนี่แหละครับ น่ากลัวที่สุด!!

    ความที่ไม่สุดนี่ล่ะ มันจะเหมือนกับว่า จริงๆแล้วศักยภาพของเรายังเดินทางไปได้ต่ออีกนะ หรือว่าจริงๆแล้วเราเหนื่อยๆแล้ว เราไม่อยากมารับความกดดันต่อไปอีกแล้ว เพราะถ้าเกิดว่าจนสุดท้ายแล้วนั้น เราเดินทางไปไม่ถึงมันจะเป็นการเสียเวลาเหนื่อยเปล่ารึเปล่า แล้วสุดท้ายเราอาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย

    พี่เชื่อว่าเรากำลังลังเลกับความรู้สึกนี้ ..... แน่นอนครับ เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ แต่ที่สำคัญคือ เวลาที่น้องเลือกทางออกในแต่ละด้านแล้ว เราต้องเคารพการตัดสินใจของเรานะครับ ว่าเป็นการตัดสินใจที่เราจะไม่เสียใจแล้วกับการเลือกในครั้งนี้

    การตัดสินใจที่ 1 : เราเลือกเอาในสิ่งที่มหาลัยตอบรับเราทันทีเลย

    อันนี้จะง่ายเลยครับ ซึ่งหลายคนก็เลือกแบบนั้น แต่ถ้าเกิดว่าน้องเลือกแบบนี้แล้ว ห้ามย้อนคิดกลับมาเด็ดขาดว่าถ้าเกิดว่าวันนั้นถ้าเราเดินต่อไป บางทีเราอาจจะได้มหาลัยที่เราต้องการในท้ายที่สุดก็ได้ เราต้องคิดเสมอว่าเราหยุดแล้ว แล้วเลือกที่นี่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว มันจะมีที่ตามมาอีกอย่างเลยคือ ช่วงที่เปิดเทอมในช่วงแรกๆนั้น พอน้องเข้าไปเรียนน่ะ เวลาที่เราเข้ามหาลัยยิ่งเป็นมหาลัยที่เราต้องไปอยู่หอพัก อยู่ไกลบ้านด้วยแล้ว มันอาจจะมีความรู้สึกไม่คุ้นชินกับที่น่ะ แล้วความรู้สึกนั้นมันเลยทำให้เกิดเป็นความแปลกที่แบบเหงาๆ ยิ่งถ้าเกิดว่ากิจกรรมรับน้องที่มหาลัยไม่ค่อยชอบด้วยแล้ว หรือเพื่อนที่เรียนอยู่ในรุ่นเดียวกัน เราเข้ากับเขาไม่ค่อยได้

    ทุกอย่างที่เกิดขึ้นน่ะ มันจะรวบรวมเป็นความรู้สึกแย่ๆก้อหนึ่งครับ พอก้อนความรู้สึกนั้นมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะย้อนกลับมาคิดว่า เราจะลองสอบใหม่ดูไหม อะไรทำนองนั้น ซึ่งเท่าที่พี่เห็นก็มีอยู่หลายคนเหมือนกันครับที่ต้องมานั่งเริ่มต้นสอบกันใหม่

    ความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้มันผ่านไปได้อย่างไม่ยากหรอกครับ ถ้าเรามีความอดทนพอน่ะครับ ถ้าเราสามารถอดทนจนผ่านไป 1 เทอมได้ คราวนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วครับ น้องก็จะสามารถเรียนได้อย่างสบาย แล้วก็กลายเป็นว่าเราเข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นไปได้เลย คราวนี้จากที่เคยคิดถึงบ้าน มันจะกลายเป็นว่าเราไม่ค่อยกลับบ้านไปซะอย่างนั้นครับ



    การตัดสินใจที่ 2 : เราเลือกที่จะเดินหน้าสอบต่อ โดยที่มุ่งมั่นจะเอามหาลัยที่เราต้องการเท่านั้น

    แน่นอนครับ เสี่ยงมากได้มากครับ และน้องกำลังออกเดินทางสู่ความเสี่ยงต่อไป และพี่ก็อยากจะให้คำแนะนำครับว่า ถ้าเกิดว่าน้องเลือกทางนี้แล้ว สิ่งที่น้องต้องคำนึงถึงอย่างแรกเลยคือ น้องต้องเดินหน้ามุ่งมั่นอย่างเดียวเลย ความท้อแท้มันจะเกิดขึ้นตลอดเวลาครับ และห้ามน้องมองย้อนกลับมาด้วยครับว่าถ้าเกิดว่าน้องตัดสินใจเอา มข. ไปเลยในตอนนั้น น้องก็ไม่ต้องมานั่งเครียดหรือมานั่งลำบากในวันนี้แล้ว

    ถ้าเกิดว่าน้องคิดแล้วว่ายังไงซะ เราเองก็ต้องมองย้อนกลับมาแล้วมาเสียดายแน่นอนถ้าเกิดว่าเราพลาดโอกาสที่จะติดมหาลัยรัฐ กลายเป็นว่าถ้าเกิดท้ายที่สุดแล้วเราไม่ติดอะไรเลยสักอย่าง เราจะมานั่งเครียดเสียดายในสิ่งที่เราเลือกมา ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่คิดอย่างนี้แน่นอน พี่แนะนำครับว่าเราควรเลือกอย่างแรกไปครับ

    เพราะการเลือกในแบบหลังนั้น ต้องเด็ดเดี่ยวครับ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะได้มหาลัยที่คะแนนต่ำกว่ามข. ก็ตาม แต่น้องจะไม่เสียใจเลยเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมามันเหมือนกับว่าเป็นช่วงเวลาที่น้องได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ให้มองที่ตัวของนน้องเองว่าพัฒนาตัวเองเพิ่มมากขึ้นครับ แล้วมหาลัยไหนได้เราไป ถือว่าโชคดี เพราะเราจะใช้ความพยายามของเราในวันนี้ พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆในอนาคตครับ

    ถ้าเกิดว่าเราคิดได้แบบนี้ให้เดินหน้าลุยในการสอบที่เหลืออยู่เลยครับ แล้วพยายามเอาความเครียดทิ้งไปให้หมดครับ คิดซะว่าเดินหน้าเรียนเพื่อความสนุก เพื่อการทำทุกวันให้ดีที่สุดครับ พอเราเริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่ตัวเราเอง ทุกวันที่เราเรียน ทุกวันจะสนุกไปกับสิ่งที่เราพยายามครับ ขอให้น้องโชคดีครับ
  • ตอนนี้หนูอยู่ม.3ค่ะ พี่คิดว่าหนูควรเรียนสายไหนดีคะ
    มหาลัยส่วนใหญ่รับสายอะไร หรือว่าใช้คะแนนวิชาพวกวิทย์ๆในรร.มั้ยคะ
    คือตอนนี้ดูๆ สถาปัตย์ผังเมืองอยู่ค่ะ
    ฟิสิกส์ที่เรียนในโรงเรียนธรรมดาๆ มันจะพอใช้สอบได้มั้ยคะ พวก 9 วิชาสามัญ
    แล้วระบบเอนทรานซ์ใหม่นี่จะมีผลยังไงบ้างคะ [โดย : Banana วันที่ : 06-12-2016 ]

  • ถ้าถามพี่ว่าควรเรียนสายการเรียนไหนดีที่สุด ตอบได้เลยครับว่า “สายวิทย์” แน่นอน เพราะเอาง่ายๆครับ สถาปัตย์พอมันมีวิชาฟิสิกส์เข้ามาเป็นเงื่อนไขในการสอบ แน่นอนว่าการเรียนอยู่สายวิทย์นั้นดูจะปลอดภัยที่สุดเป็นเรื่องธรรมดาครับ ถ้าเกิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร และมีจุดหมายที่แน่นอนแล้วล่ะก็ สายวิทย์ปลอดภัยสุดครับ

    แต่เอาเข้าจริงๆนะครับ น้องหลายคนมักจะถามพี่ว่า อยู่สายการเรียนไหน จะเหมาะกับการเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่สุด สำหรับพี่แล้ว พี่ว่าน่าจะเป็น “สายศิลป์คำนวณ” อยู่ดีครับ ถ้ากี่ครั้งก็ยังน่าจะเป็นคำตอบนี้อยู่ แต่พี่อาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนิดนึงคือ อาจจะต้องเป็นศิลป์คำนวณที่เรียนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติมเข้าไปหน่อยครับ

    จริงๆแล้ววิชาฟิสิกส์ที่จำเป็นและมักจะใช้กับสายวิชาชีพของการออกแบบก็น่าจะเป็นเรื่องของกลศาสตร์ครับ ส่วนเรื่องถัดมาอาจจะเป็นไฟฟ้า แต่จริงๆแล้วก็ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่หรอก ส่วนบทอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวกับที่พี่บอกข้างต้นนั้น เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ใช้เลยก็ว่าได้ครับ ใจจริงแล้ว วิทยศาสตร์ที่ค่อนข้างดีเลยสำหรับวิชาชีพของสายการออกแบบสำหรับพี่คือ “วิทย์กายภาพ” หรือเรียกว่าวิทย์ของสายศิลป์นั่นเองครับ

    เพราะมันเป็นวิทย์ที่เราเรียนเฉพาะคร่าวๆเพื่อให้รู้ถึงหลักการก็พอแล้ว เราอาจจะไม่ต้องลงลึกไปถึงการคำนวณแต่อย่างใด เพราะเอาเข้าจริงๆสำหรับวิชาชีพนั้น พี่ว่าไม่น่ามีนักออกแบบหรือสถาปนิกคนไหนสามารถมานั่งคำนวณแรงที่รับน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ เราเองก็ต้องทำงานร่วมกับวิศวะโยธา ที่เขาเรียนสายคำนวณหลักการโครงสร้างมาโดยตรงเลย มันทำให้สิ่งที่เราเรียนอยู่นั้น มันเหมือนกับการเสียเวลาไปเปล่าๆ

    โอเคครับ อาจารย์หลายท่านอาจจะบอกว่า ยิ่งรู้เยอะยิ่งดีไม่ใช่เหรอ แต่พี่ว่าเวลาของแต่ละคนมันมีจำนวนจำกัดน่ะครับ เพราะคนเรานั้นไม่สามารถที่จะเก่งไปเสียทุกอย่างได้ เพราะเวลาในแต่ละวันของเรานั้นมีเท่ากันครีบ คือ 24 ชั่วโมง พี่เองไม่อยากให้เด็กไทยไปนั่งเสียเวลาไปกับการเรียนทุกอย่างแบบจัดเต็มขนาดนั้นน่ะครับ เพราะว่าเราเป็นนักออกแบบ

    ซึ่งสำหรับพี่แล้วนั้น นักออกแบบไม่ใช่คนที่มานั่งออกแบบความงามให้เกิดขึ้นเท่านั้น แต่นักออแบบที่ดีต้องเดินทางเยอะ เที่ยวเยอะตามสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้คนที่เข้าใช้งานในแต่ละที่ คือ เรากำลังออกแบบชีวิตของลูกค้าที่เราจะออกแบบสถานที่เพื่อให้ผู้คนเข้าไปใช้งานกัน ดังนั้น ถ้าเกิดว่าเรามานั่งอยู่แต่ในบทเรียน แล้วเรียนวิชาการเพื่อให้แน่นจริงๆ มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเห็นโลกอะไรเยอะเท่าคนที่เขาเอาเวลาไปใช้ศึกษาการออกแบบ การใช้ชีวิต

    ดังนั้น การเรียนอยู่สายวิทย์ อย่าลืมว่าเราจะต้องเรียนไม่ใช่แค่คณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และอังกฤษเท่านั้น แต่เรายังต้องเรียนอีก2 วิชาที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย คือ เคมี กับ ชีวะ ซึ่งเท่าที่พี่เห็นนั้น 2 วิชานี้มักจะเป็นวิชาที่กดเอาเกรดเฉลี่ยของน้องหลายคนให้ต่ำลงมา

    พอเวลาเอาเกรดมาคำนวณแข่งกับชาวบ้านแล้ว เราอาจจะเสียเปรียบได้ แต่ก็นั่นล่ะครับ ความจริงโอกาสสำหรับสายวิทย์ก็เปิดกว้างมากกว่าอยู่ดีครับ เพราะว่าหลายภาควิชา เขาก็เน้นมาเลยว่าคนที่มีสิทธิการเข้าสมัครสอบนั้นจะต้องเป็นสายวิทย์เท่านั้น ต้องเป็นคนที่มีหน่วยกิจของวิชาฟิสิกส์ถึงตามที่ทางสถาบันกำหนด

    แต่ถ้าเกิดว่าน้องจะเข้าเรียน ภาควิชาผังเมือง อันนี้น่าจะสบายใจได้ครับ เพราะว่าไม่ได้มีการจำกัดสายการเรียนแต่อย่างใด ถ้าจะมีในช่วงเวลานี้ (2559) ก็น่าจะเป็นที่สถาปัตย์ เกษตร ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม ที่ไม่ใช่ส่วนของการสอบตรงนะครับ แต่เป็นส่วนของการสอบแอดมิชชั่นน่ะครับ ส่วนที่เหลือนั้นสามารถสมัครสอบได้หมดครับ (กรณีที่น้องต้องการจะเข้าส่วนของแนวๆผังเมือง)

    ที่พี่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าน้องควรจะเลือกเรียนศิลป์คำนวณนะครับ ถ้าเกิดว่าเอาปลอดภัยที่สุดแล้วน้องสามารถเลือกเรียนได้ตอนนี้ พี่ก็ว่าสายวิทย์ยังเปิดกว้างที่สุดครับ

    ส่วนเรื่องที่น้องถามว่าระบบการสอบเข้ามหาลัยในปีหน้านั้น ระบบจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ ในส่วนของโควต้าของแต่ละมหาลัยก็ยังคงมีการสอบอยู่เหมือนเดิม แต่คราวนี้ ส่วนของ GAT, PAT4 นั้น ที่ต้องใช้สอบเข้ามหาลัย อาจจะรวบเข้ามาสอบอยู่แค่ครั้งเดียวเท่านั้นไปน่ะครับ โดยที่อาจจะมีการเอา 9 วิชาสามัญ เข้ามาเป็นคะแนนประกอบการยื่น มันอาจจะลดเรื่องของจำนวนการวิ่งไปสอบแต่ละมหาลัยมากขึ้น แต่พี่ว่าเนื่องด้วยว่าเป็นคณะสถาปัตย์น่ะครับ ทางสถาบันก็อาจจะมีการจัดวิชาเฉพาะของตัวเองขึ้นมา

    อย่างน้อยก็เพื่อที่จะสามารถใช้มาตรฐานที่ทางสถาบันแต่ละที่ต้องการเพื่อคัดเด็กเข้าเรียนครับ หน้าที่ของน้องที่ต้องทำเลยคือ เลือกสายการเรียนที่เหมาะ และเดินหน้าแต่เตรียมตัวในการสอบเลยครับ ยิ่งวางแผนได้เร็วเริ่มต้นก่อนคนอื่นได้เท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบครับ ความกดดันยิ่งน้อยลง
  • พี่คะ หนูอยากสอบถามเรื่องโควต้าเรียนดีสถาปัตฯ ลาดกระบังค่ะ ว่าwork shop (สถาปัตหลัก) เค้าจะให้เราทำกิจกรรมอะไรบ้างคะ แล้วควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ [โดย : mild วันที่ : 23-11-2016 ]
  • การ Workshop ของสถาปัตย์ลาดกระบังนั้น ในส่วนของโควต้าเรียนดี พี่ว่าทางสถาบันคงต้องการน้องที่มีทักษะพื้นฐานในด้านต่างๆครบถ้วน อาจจะไม่ต้องสมบูรณ์แบบขนาดนั้น เพียงแต่ว่าการที่สถาบันเอาน้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่เลย แล้วทำการทดสอบน้องแบบที่ไม่ใช่การสอบจับเวลาในห้องข้อเขียนเท่านั้น ทำให้เขาได้คุณสมบัติของเด็กที่อยากจะเข้าจริงๆน่ะครับ

    เพราะจริงๆแล้วเท่าที่ผ่านมา คำว่าโควต้าเรียนดี มันก็ค่อนข้างที่จะบอกตายตัวอยู่แล้วว่าทางสถาบันต้องการเด็กที่เรียนดี เพื่อให้โอกาสเด็กเหล่านั้นได้สิทธิ์ก่อน แต่ความวุ่นวายมันน่าจะอยู่ที่ เมื่อเด็กที่มีเกรดเฉลี่ยดีแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กพวกนี้ต้องการที่จะเรียนศาสตร์ทางการออกแบบสถาปัตย์จริงๆ หรือแค่ว่ามาเพื่อเห็นว่าเป็นโควต้าเท่านั้นก็เลยมาลองสอบเล่นๆ

    การที่ทางสถาบันจัดเป็น Workshop ถึง 2 วันนั้น มันเลยมีช่วงเวลาที่ยาวๆหน่อย คราวนี้ การทดสอบถูกแบ่งออกเป็น 2 วันเต็มๆครับ โดยที่วันแรกจะเป็นการทดสอบทางภาคสนามก่อนเลย จากนั้น วันที่2 ค่อยเอาสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดมาสรุปและทำการสัมภาษณ์อีกที (ข้อมูลนี้ อ้างอิงจากปี 2557-2558) ครับ

    คือ พี่ไม่ได้หมายความว่า มันจะเกิดขึ้นแน่นอนในปี 2559 นะครับ เพราะว่า เนื่องจากว่ามันเป็นการ Workshop น่ะ มันอาจจะมีอะไรที่ดิ้นได้ไปจากปีที่ผ่านมาครับ แต่น้องก็ต้องพยายามใช้ไหวพริบผ่านมันไปให้ได้ครับ


    วันแรกที่เข้าไปรายงานตัวที่สถาบัน สถาบันจะแบ่งออกเป็น 5 ฐาน เพื่อให้เราจับกลุ่มแล้วเวียนกันไป โดยที่แต่ละด่านก็จะมีการทดสอบทักษะแตกต่างกันไป มาว่ากันที่ด่านแรกเลยดีกว่า

    ฐานที่ 1

    ฐานนี้ทุกคนจะต้องไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น นั่นคือหอประชุมใหญ่ของทางคณะ เพื่อที่จะทำแบบทดสอบชุดเดียวกันทั้งหมดก่อน โดยแนวทางของตัวข้อสอบนั้น จะเป็นแนวที่จงใจทำให้น้องใช้ไหวพริบและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาทำข้อสอบ คือ ประมาณว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกประมาณว่า มีข้อสอบแบบนี้อยู่ในโลกด้วยเหรอ ยกตัวอย่างเช่น

    “จงเขียนชื่อ กรุงเทพมหานคร แบบชื่อเต็มกลับหลัง”

    มันเหมือนข้อสอบที่จงใจจะให้เราทำไม่ได้ และเสียกำลังใจอะไรประมาณนั้นครับ แต่พี่ก็อยากให้ตั้งใจพยายามทำอย่างเต็มที่ๆสุดนะครับ ไม่ใช่ว่าพอได้ยินแบบนี้แล้ว คราวนี้ก็แบบว่าไม่ต้องทำมันก็ได้นิ เพราะว่าตัวข้อสอบจงใจที่จะกวนประสาทเรา ยกอีกตัวอย่างก็เช่น

    “จงแก้เขาวงกตต่อไปนี้”

    ตามข้อก็จะเป็นแบบว่าเขาวงกตที่มันไม่มีทางแก้ได้ และอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ

    “จงเขียนชื่อพระมหากษัตริย์ที่มีอนุสาวรีย์ในอุทยานราชภัฏ 7 พระองค์”

    แต่ตัวข้อสอบเอง ดันให้ช่องว่างมา 9 ช่อง หรือตัวอย่างต่อไปก็จะประมาณว่า

    “จงเขียนแม่สีเสียง”

    แล้วตัวโจทย์ก็เว้นมาให้เรา 3 ช่อง ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่มีแม่สีเสียงน่ะครับ เสียงมันไม่มีสีน่ะ

    จากนั้น อยู่ดีๆอาจจะเปิดเพลงให้ฟังเล่นๆ เป็นเพลงภาษาอังกฤษ มันเหมือนฟังเล่นๆน่ะครับ แต่พอเพลงกำลังจะจบ ก็แจกข้อสอบ แล้วก็จั่วหน้าตัวข้อสอบว่า ทำถูกคะแนนบวกเพิ่ม ส่วนทำผิดคะแนนติดลบ ถ้าเกิดว่าไม่ทำเลยก็จะได้ศูนย์ครับ และก็มีวงเล็บท้ายข้อสอบว่าให้ทำให้ครบทุกข้อ อะไรประมาณนั้น


    หลังจากเสร็จข้อสอบตัวนี้แบบงงๆแล้ว ก็จะให้แยกย้ายไปตามฐานต่างๆ มีการแยกกลุ่มกันไว้ครับ


    ฐานที่ 2

    ฐานนี้เป็นฐานที่จะทดสอบเราเรื่องของความสร้างสรรค์งานในเชิงรูปทรง โดยอาจจะให้เอารูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานทั่วไป แล้วให้เราลองเอามาจัดวางดู อาจจะต่อเติมหรือหักลบกันเพื่อให้เกิดเป็นรูปแบบของอาคารที่เราชอบ

    มันเหมือนกับการฝึกให้เราลองเอาองค์ประกอบหลากหลายที่มีอยู่ ต่อไปต่อมา คล้ายกับการเอาเลโก้มาต่อเป็นอาคารน่ะ ซึ่งพอโจทย์เป็นแบบเปิดอย่างนี้ ก็ทำให้เราสามารถออกแบบเป็นอะไรก็ได้ไม่เหมือนกัน

    จริงๆข้อสอบแบบนี้ไม่มีผิดไม่มีถูกอะไรครับ เป็นข้อสอบที่วัดในเรื่องของจินตนาการมากกว่า โดยที่สิ่งที่เราจินตนาการนั้น ถ้าเกิดว่าเป็นศาสตร์ของสถาปัตยกรรม มันอาจจะต้องมีเรื่องของความเป็นไปได้ที่สามารถใช้งานได้จริงอยู่ด้วย คือประมาณว่าจินตนาการได้ครับแต่ต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริงด้วย

    โดยที่โจทย์อาจจะเพิ่มเติมสิ่งที่นอกเหนือจากรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานแล้ว อาจจะเพิ่มส่วนของเฟอร์นิเจอร์เข้าไปด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มเติมระดับจินตนาการเข้าไป โดยอาจจะเอาเก้าอี้ มาเป็นตัวตั้งต้น จากนั้นก็ให้เราเอาองค์ประกอบเรขาคณิตเข้ามาเสริม เพื่อสร้างให้เกิดเป็นตัวงานสถาปัตยกรรมที่เราคิดว่ามันดีที่สุดสำหรับการจัดองค์ประกอบน่ะครับ

    และหลังจากที่เราเอามาเชื่อมต่อ จัดองค์ประกอบกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่หมดเท่านี้ครับ แบบทดสอบต่อไปของฐานนี้คือ ให้เราเอาสิ่งที่เราจัดองค์ประกอบมาทั้งหมด เอามาจัดวางหามุมมองที่เราคิดว่ามันสวยสำหรับเราที่สุด จากนั้นทำการวาดภาพเหมือน (Deline) ออกมาตามเวลาเท่าที่กำหนดให้ครับ

    ฐานนี้ก็จะสามารถวัดทักษะทางการจัดองค์ประกอบได้ และทักษะทางการวาดได้ด้วย อีกทั้งยังให้กรรมการสามารถตรวจสอบได้ว่าผลงานที่เราเอามาส่งในแฟ้มผลงานที่สถาบันกำหนดให้นั้น ตรงกับลายเส้นของเราจริงๆหรอืเปล่า ประมาณว่าเราไม่ได้ไปเอางานของใครเขามานะ


    ฐานที่ 3

    แบบทดสอบของฐานนี้เป็นเรื่องของ ความแม่นยำ ความรอบคอบและทักษะในการตัดโมเดลเรขาคณิตพื้นฐาน

    โดยที่ทางสถาบันจะจัดเตรียมกระดาษ อาจจะเป็นกระดาษที่มีความหนาพอประมาณ เช่น กระดาษชานอ้อยเป็นต้น โดยโจทย์จะให้ รูปด้านบน(Plan), รูปด้านหน้า(Front) และรูปด้านข้าง(Side) จากนั้นให้เราแปลมันออกมาเป็นรูปทรงสามมิติ และเอามาตัดเป็นรูปทรงนั้นๆ

    ซึ่งการตัดไม่ใช่ว่าจะคิดอะไรแล้วก็ตัดไปโดยที่ไม่มีการวางแผนใดๆทั้งสิ้น เพราะว่าขนาดกระดาษที่โจทย์ให้มานั้น มันเรียกได้ว่าเราไม่สามารถตัดผิดพลาดได้เลย เพราะจะทำให้กระดาษที่มีอยู่ในมือนั้นไม่พอ

    ทุกชิ้นที่ต้องตัด เป็นเรื่องของความรอบคอบ คิดแล้วว่ามันต้องคุ้มค่าที่สุด ก็เป็นการวัดในเรื่องของหลักการใช้ของที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดตามที่มันควรจะเป็นครับ



    ฐานที่ 4

    ฐานนี้เป็นการทดสอบความสามารถทางภาษา รวมไปถึงทักษะในการเอาสิ่งที่เกิดเป็นภาษามาแปลงออกเป็นภาพตามจินตนาการได้ด้วย ซึ่งเป็นความสามารถที่จำเป็นของสถาปนิกอยู่แล้ว

    โดยที่เบื้องต้นโจทย์จะกำหนดบทความมาให้เป็นภาษาอังกฤษ ลักษณะก็จะเป็นการบรรยายเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทำบ้าน อาคารทั้งหลาย จากนั้นก็เล่าถึงเรือนไม้ อะไรประมาณนี้ แล้วให้เราถอดบทความออกมาเป็นภาษาไทยก่อน แต่ต้องเขียนด้วยลายมีที่สวยงามนะ เพราะคณะนี้เน้นการเขียนส่งงานที่เป็นลายมือที่สามารถอ่านได้ง่าย นี่ก็เป็นอีกคุณลักษณะของสถาปนิกเหมือนกันครับ


    จากนั้นก็เอาบทความที่ถอดมาเป็นภาษาไทยนั่นล่ะ เอามาเขียนเป็นภาพที่เกิดขึ้นในจินตนาการของเราในรูปแบบของการเขียนทัศนียภาพให้สวยงาม

    และหลังจากนั้นอาจจะมีการเอาบทความภาษาไทยให้ ลองแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย คือจริงๆแล้วข้อสอบอะไรประมาณนี้ ถึงมันจะค่อนข้างยากและน้องหลายคนอาจจะยี้ได้ คือประมาณว่าน้องสามารถเขียนทัศนียภาพวาดรูปได้สวยงาม แต่ไม่สามารถทำข้อสอบข้อนี้ได้เพราะว่าเราไม่สามารถแปลภาษาออก ข้อนี้อาจจะมีท้อบ้าง แต่ก็นั่นล่ะครับ มันเป็นฐานที่เขาจะวัดทักษะทางภาษาของเรา

    เอาเข้าจริงแล้วพี่ว่ามันดีกว่าการที่เรามานั่งทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษแบบที่เขาทดสอบกันตามท้องตลาดทั่วไปอีกนะครับ เพราะแบบนี้มันเหมือนกับว่าเราต้องนั่งวิเคราะห์เลยว่าสิ่งที่โจทย์ว่ามานั้น เราเข้าใจมันมากแค่ไหน เพราะใจความสำคัญที่สุดของภาษานั้นคือการที่เราสามารถสื่อสารกันแล้วเข้าใจ และในเมื่อเข้าใจทางภาษาแล้วเราก็สกัดออกมาเป็นภาพ เป็นจินตนาการได้ด้วย



    ฐานที่ 5 (ฐานสุดท้ายของวันแรก)

    เป็นฐานที่ใช้ทดสอบความสามารถเบื้องต้นของการออกแบบโดยใช้ Computer เป็นเครื่องมือ ประมาณว่า ถ้าเกิดว่าน้องคนไหนไม่ได้มีความสามารถที่โดดเด่นทางลายเส้นขนาดนั้น ก็อาจจะต้องใช้ตรงนี้เข้ามาช่วยเสริมด้วยก็ได้ แต่จริงๆแล้วสำหรับนักออกแบบ ความสามารถทางการคิดแล้วเขียนด้วยมือออกมาพี่ว่ามันยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร หรือว่าโลกเราจะมีเครื่องมือที่เข้ามาช่วยทางการสร้างภาพเหมือนแค่ไหนก็ตาม

    และโปรแกรมพื้นฐานทาง Computer นั้น ทางสถาบันเลือกใช้ Sketch Up ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้งานได้ไม่ยาก จริงๆแล้วสามารถ Load โปรแกรมนี้แล้วลองมาฝึกใช้ก็ได้ ซึ่งพี่ว่าถ้าเกิดว่ามีพื้นฐานทางการใช้งาน Computer อยู่บ้าง ก็สามารถเรียนรู้และทำออกมาได้ไม่ยากครับ

    คือ จริงๆแล้วพี่อยากจะบอกว่า เราอาจจะต้องไม่ซีเรียสในส่วนของการทดสอบของฐานนี้เท่าไรนักนะครับ เพราะว่ามันมีเพื่อเอามาทดสอบถ้าเผื่อว่าเราพอจะมีพื้นฐานตรงนี้ไหม แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้มี โอเค คะแนนมันอาจจะไม่เท่าคนที่เขามีตรงนี้และทำออกมาได้เร็ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างครับ

    แต่ถ้าเกิดว่าน้องพอจะมีเวลา พี่ก็อยากให้น้องลองจับๆอะไรตรงนี้ดูหน่อย เอาแบบว่าพอสามารถสร้างรูปทรงพื้นฐานได้ก็พอแล้วล่ะครับ

    ในส่วนของการทดสอบส่วนนี้นั้น ทางสถาบันเขาจะเตรียมรุ่นพี่เอาไว้คอยช่วยเหลืออยู่บ้างพอสมควรครับ ก็จะไม่ได้ให้บรรยากาศมันดูเครียดมากจนเกินไป

    ส่วนเรื่องของโจทย์ อันนี้ก็แล้วแต่ปีที่จะออกครับ อย่างปีที่ผ่านมานั้นก็จะเป็นโจทย์ให้สร้างที่พักอาศัยชั่วคราว (Shelter) บนดวงจันทร์ อันนี้ก็ปล่อยให้สนุกกับการเล่นเรื่องของรูปทรง (Form) กันอย่างเต็มที่เลยครับ พี่ว่าส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนที่สนุกที่สุดนะครับ เพราะว่าทุกคนก็สามารถทำงานออกมาได้หมดนั่นล่ะครับ เพียงแต่หน้าตาของมันจะออกมายังไงเท่านั้นเอง แต่ว่าก็ไม่ได้มีผิดหรือถูกมากมายครับ เล่นกับจินตนาการล้วนๆ




    ถัดมาคือวันที่ 2

    ช่วงวันที่ 2 นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือช่วงเช้ากับช่วงบ่าย

    ช่วงเช้านั้น จะเป็นช่วงที่เปิดให้กับน้องๆได้คิดละครขึ้นมา เหมือนกับว่าเป็นการ Present ของกลุ่มตัวเอง โดยทางสถาบันก็ไม่ได้มีโจทย์อะไรที่ตายตัวแน่นอน เป็นแบบว่าขำๆมากกว่าครับ เน้นเรื่องของทักษะการแสดงออก น้องหลายคนอาจจะบอกว่า เฮ้ย ส่วนนี้นั้นไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับการเข้าเรียนคณะนี้เลย เรามาสมัครเรียนเพื่อเป็นนักออกแบบนะไม่ใช่นักแสดง

    อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นเลยนะครับ เพราะพี่ว่าทักษะทางการคิดอะไรพวกนี้แหละ เป็นทักษะที่มีเสน่ห์และเป็นทักษะที่น้องควรจะต้องฝึกฝนเป็นอย่างมาก เชื่อแน่ครับว่ามันจะมีผลต่อวิชาชีพของน้องในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะคณะที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์นั้น เราหนีเรื่องของการแสดงออกที่มีเสน่ห์ไปไม่ได้ครับ

    พี่ว่าทางคณะเขาก็น่าจะอยากได้น้องที่นอกจากจะมีพื้นฐานทักษะทางการออกแบบที่ดีแล้ว เขาก็น่าจะอยากได้คนที่มีทักษะเสน่ห์ทางการพูดคุย เป็นมิตร อะไรประมาณนั้นด้วยครับ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สถาปนิกทุกคนควรจะมี เวลาที่เราไปเจอลูกค้าหรืออะไร การพูดจานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    ซึ่งตอนเช้านั้น ก็จะเน้นไปที่การซ้อมมากกว่า เพราะการแสดงนั้นจะอยู่ในช่วงบ่ายๆ หลังสัมภาษณ์ก่อนกลับครับ

    ส่วนช่วงบ่ายนั้น จะเริ่มต้นด้วยการเข้าไปสัมภาษณ์เรียงคนไปเลย โดยต่อ 1 คนจะเข้าไปเจอกรรมการประมาณ 4-5 คนครับ ซึ่งตัวกรรมการก็จะถือเอาแฟ้มผลงานของเราอยู่ในมือประกอบการสัมภาษณ์อยู่ แล้วหลังจากที่สัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็จะมารวมตัวกันเพื่อแสดงละครที่ตัวเองซ้อมกันมาในช่วงเช้า หลังจากัน้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นการ Workshop ครับ
  • พี่ค่ะคือหนูกำลังเรียนม.4เป็นเด็กต่างจังหวัดอ่ะค่ะ แล้วสนใจทางด้านสถาปัต พี่มีคอสช่วงปิดเทอมไหมค่ะและพอจะมีคำแนะนำยังไงบ้างค่ะเพราะหนูยังไม่มีพื้นฐานเลยค่ะ [โดย : เอิร์น วันที่ : 09-10-2016 ]
  • ถ้าเกิดว่าเป็นน้องม.4 แล้วอยู่ต่างจังหวัด อันนี้ช่วงเดือนตุลาคม ทาง A Le Paint เราจะไม่ได้มี Course สำหรับน้องต่างจังหวัดน่ะครับ เนื่องจากว่า ช่วงเวลาที่ปิดเทอมเล็กค่อนข้างน้อยเกินกว่าที่เราจะสอนให้เกิดประสิทธิภาพได้ (เพราะทางสถาบันเราไม่ได้เน้นการเรียนแบบทุกวันน่ะครับ)

    แต่ Course ของน้องๆต่างจังหวัดนั้น ทุกๆปี เราจะเปิดให้เข้ามาเรียนลุยกันเต็มที่ในช่วงเดือน มีนาคม - เมษายน ครับ เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่กินถึง 2 เดือน จะได้มีเวลาในการเห็นพัฒนาการต่างๆได้ง่าย ซึ่งตั้งแต่มกราคมเป็นต้นไป น้องๆสามารถติดตามข่าวสารได้จากทาง Facebook หรือ ทาง Website ของสถาบันเพื่อดูกำหนดการและสมัครไ้ด้นะครับ :)
  • ช่วงเดือนตุลาคม (ปิดกลางภาด) มีเปิดติวช่วงวันธรรมดาด้วยใหม Course เตรียมความพร้อม วิชา “ความถนัดทางสถาปัตยกรรม” [โดย : วัฒนา วันที่ : 21-09-2016 ]
  • ช่วงเดือนตุลาคมนี้ ถ้าเกิดว่าเป็นน้องชั้นม4-5 ทาง A Le Paint เราจะรวมน้องๆกลุ่มนี้ไปสอนเพื่อเก็บตัวที
    เดียวเลยในช่วง พฤศจิกายนเป็นต้นไปครับ

    เนื่องจากในช่วงตุลาคม เราจะ Focus การซ้อมข้อสอบ
    อย่างเต็มที่ไปกับน้องๆม.6 ครับ เพื่อให้น้องๆม6
    ประสบความสำเร็จ สอบติดครบทุกคน เป็นสัญญาที่ให้ไว้กับน้องๆน่ะครับ

    ส่วน ม.4-5 จะรวมที่พฤศจิกายน เพื่อลุยระยะยาวกันไปเลยครับ

    แต่ถ้าเกิดว่าเป็นน้องม6 รบกวนโทรเข้ามาสอบถามได้ที่
    081-849-1044 หรือ 086-019-9989
    เพื่อทำการวางตารางเรียนเลยครับ
page
of 68