Perspective and Deline

Interior

Sketch Design

  • full coverage car insurance North Little Rock AR non owners car insurance quotes Westerly RI [โดย : Savion วันที่ : 11-12-2017 ]
  • affordable auto insurance Detroit MI best auto insurance in Downey CA affordable car insurance Absecon NJ [โดย : Blondie วันที่ : 11-12-2017 ]
  • พี่คะ ติวสถาปัตย์ตอนม.4 เทอม 2 ทันมั้ยคะ [โดย : BOLONA วันที่ : 22-10-2017 ]
  • ทันครับ สามารถสมัครได้ตามรายละเอียดที่พี่ให้ไว้ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

    ติวความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์- พฤศจิกายน 2560.
    ทั้งการสอบตรง,โควต้าและ PAT4,Inda
    เริ่มต้นเรียนทุกวันอาทิตย์
    เริ่มต้น วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. นี้

    โดยที่ตารางเรียนคอร์สพื้นฐาน
    ราคาคอร์สละ 3600 บาท ต่อการเรียน 36 ชั่วโมง
    (เรียนทุกๆวันอาทิตย์)
    ตาราง Basic Course ของ Course เดือนพฤษภาคม 2560.
    ครั้งที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 3 วันอาทิตย์ที่ 03 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 5 วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 6 วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00


    ซึ่งพอเรียนจบคอร์สดังกล่าวแล้ว น้องๆสามารถเลือกเรียน
    คอร์ส Advance ได้ต่อเนื่องเลยทันที ในวันและเวลาเดียวกัน
    โดยที่ราคาค่าเรียนเท่ากันคือ 3600 บาทต่อการเรียน 36ชั่วโมงครับ
    โดยชำระพร้อมกันทั้งห้อง
    ถ้าเกิดว่าขาดเรียนครั้งไหน สามารถหาวันลงชดเชยได้เพื่อตามเนื้อหาเพื่อนๆได้ทัน

    ทางเราจะรับจองเฉพาะน้องที่ชำระเงิน 3600 บาทแรกเท่านั้นครับ
    เพื่อเป็นการยืนยันว่า อยากเรียนจริงๆ เพราะที่นั่งเรามีจำกัด
    ส่วนวิธีการชำระเงิน
    มี 2 ทางครับ คือเดินมาชำระเงินสดที่สถาบันได้เลย หรือ
    โดยการโอนบัญชีทางธนาคาร
    บัญชีใดก็ได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาสำนักพหลโยธิน
    บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี : นายเอกรัตน์ วรินทรา และ นาย นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
    เลขที่บัญชี : 799-2-72551-2

    โดยกรณีที่ชำระเงินทางธนาคาร รบกวนถ่ายรูปใบเสร็จ
    หรือแคปหน้าจอ หลักฐานการโอนเงินเข้ามาที่ Line id: alepaint
    จากนั้นพิมพ์ ชื่อ นามสกุล พร้อมกับเบอร์โทรประกอบการจอง
    เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

    อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนที่นี่ใช้แค่ ดินสอ2B พร้อมกระดาษA4 ประมาณ20แผ่นครับ
    ส่วนเรื่องของสี หรือว่าอุปกรณ์ในการเรียนต่างๆที่มากกว่านั้น
    อันนี้เดี๋ยวเรียนๆไปแล้วพี่จะแนะนำให้ค่อยๆซื้อเป็นรายๆไปนะครับ
    เพราะจะได้ซื้อที่ตรงกับที่จะเรียนจริงๆครับ

    ขอบคุณครับ

    A Le Paint :)
  • พี่คะ สถาปัตย์ภายในลาดกระบังเรียนสายศิลป์คำนวณได้ไหมคะ [โดย : ว่าน วันที่ : 16-10-2017 ]
  • ปกติแล้ว 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจจะต้องเป็นสายวิทย์ครับ เพียงแต่ว่าปีนี้นั้น อาจจะมีรอบที่ 5 ที่เป็นรอบสุดท้าย โผล่ออกมา รับประมาณ 5-10 คนครับ รอบนั้น รู้สึกว่ายังไม่มีข้อจำกัดทางสายการเรียนอยู่นะครับ ยังไง เดี๋ยวติดตามกันติดๆอีกทีครับ แต่เตรียมเรื่อง port เอาไว้หน่อยก็ดีนะครับ ในกรณีที่ทางสถาบันโพร่งออกมาเลย จะได้มีส่งทันครับ
  • สถาปัตย์เรียนหนักขนาดไหนคะ ต้องอดหลับอดนอนแบบที่เค้าบอกกันมารึป่าว แล้วถ้าออกมาทำงานจริงๆ แล้วจะหนักเหมือนเดิมมั้ยคะ [โดย : :D วันที่ : 09-10-2017 ]
  • ถ้าเกิดว่ามีคำถามไหนที่เป็นคำถามคลาสสิกประจำคณะนี้ พี่ขอยกให้คำถามนี้เป็นหนึ่งในนั้นเลยครับ เอาเข้าจริงๆเลยนะ ช่วงที่พี่เองเป็นเด็กมัธยมพี่ก็สงสัยเหมือนกันครับว่า ที่พี่ๆคณะนี้เค้าบอกๆกันว่ามันไม่ได้นอนน่ะ เป็นจริงอย่างที่ว่าจริงๆหรือ และไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันจะมีคณะไหนด้วยเหรอที่เข้าไปเรียนแล้วต้องอดนอนให้ได้

    พอเข้ามาเรียนคณะนี้แล้วจึงรู้ครับว่า สาเหตุที่ต้องอดนอนนั้นมีอยู่หลายประการด้วยกัน อย่างแรกเลยครับ ซึ่งพี่เองคิดว่าจริงๆแล้วมันก็เป็นกันทุกๆคณะหรือทุกๆโรงเรียนนั่นล่ะครับ น้องเคยมั้ยครับ ที่ได้งานอะไรก็ตามมาแล้ว เราไม่ได้ทำมันให้เสร็จทันที แบบว่าปล่อยเวลาไปเรื่อยๆแล้วบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยมาทำ เดี๋ยวค่อยไปเรื่อยๆ จนถึงคืนวันที่จะต้องส่งมันแล้ว คราวนี้เราก็ตั้งใจว่าจะลุยกับมันจริงจังละ เพราะว่าไม่สามารถผลัดวันออกไปได้อีกแล้ว เท่านั้นล่ะครับ การทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำจึงเกิดขึ้น และแน่นอนครับว่า ต้องเจียดเอาเวลานอนของเราไป เพราะว่ามันไม่เสร็จ

    ซึ่งถ้าเกิดว่าน้องๆทุกๆคนก็น่าจะประสบมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ เอาง่ายๆเลยคือ ช่วงเวลาที่เราอ่านหนังสือสอบ ถ้าเกิดว่าเราอ่านมันมาเป็นประจำ มีการแบ่งเวลาอย่างดีมาอยู่แล้ว คืนก่อนที่จะสอบ เราเพียงแค่ทบทวนสิ่งที่เราอ่านๆมาเท่านั้น การนอนคืนนั้นจะเป็นการนอนที่สบาย แต่ถ้าเกิดว่าเป็นในทางตรงกันข้าม เราจะต้องอ่านยันตีสองตีสามทันที แล้วก็มีสภาพเหมือนกับซากศพไปสอบ หัวจะทึบๆคิดอะไรช้ากว่าปกติ แต่ก็ต้องทำ อะไรประมาณนั้น

    ปัจจัยต่างๆที่จะทำให้เกิดการอดหลับอดนอนของคนอื่นนั้น มันนานๆเกิดขึ้นทีไงครับ เราเลยไม่ได้เรียกกันว่าเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำจนเด่นออกมา แต่คณะที่เราเรียนนั้น ส่วนใหญ่แล้ว มันเหมือนกับว่ามีงานฝีมือส่งทุกอาทิตย์ที่เรียนน่ะครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เอาจริงๆเลยนะครับ จะมีน้อยมากที่เค้าจะสั่งงานตอนเย็นแล้วอาจารย์บอกว่าคืนนี้ต้องอดหลับอดนอนไปทำมาให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จจะปรับตกหรือไดคะแนนไม่ดี

    ส่วนใหญ่แล้วลักษณะของตารางงานคณะนี้จะเป็นแบบนี้ครับ คือ ถ้าเกิดว่าเราเรียนวันจันทร์ถึงศุกร์ วิชาที่เราเรียนกันวันจันทร์ อาจารย์ผู้สอนเค้าจะสั่งงานให้เรา แต่ว่าให้เราส่งกันวันจันทร์หน้า (ประมาณว่าให้งานไปแบบมีระยะเวลาทำมัน 7 วัน) และวันอังคารก็จะให้ส่งในอาทิตย์ถัดไป เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆจนถึงวันศุกร์ครับ

    แล้วเป็นยังไงรู้มั้ย แน่นอนพอช่วงเวลาที่เพิ่งเปิดเทอมมา อาจารย์เค้าสั่งงาน เค้าให้ส่งงานตั้งอาทิตย์หน้าแน่ะ ช่วงเย็นวันจันทร์ที่เริ่มต้นเปิดเทอม ไม่ได้มีบรรยากาศของการใส่ชุดนักศึกษามานานแล้ว คราวนี้จัดซักหน่อย ชวนเพื่อนๆไปนั่งเ่ลนเดินเล่นตามร้านที่มันแบบว่าชิกๆหน่อย ตามประสา ซึ่งอาทิตย์แรกก็จะเป็นแบบนี้ครับ พอผ่านช่วงอาทิตย์แรกมาได้ คราวนี้ล่ะครับ งานเข้าในคืนวันอาทิตย์แน่นอน

    เชื่อมั้ยว่าอย่าคิดว่าจะมานั่งทำในวันอาทิตย์ตั้งแต่เช้า พี่ขอเรียกว่าเริ่มทำต่อเมื่ออารมณ์มามากกว่าครับ เช่นถ้า “แล้วแต่ตื่น” อาการนี้จะเกิดขึ้นในช่วงของวันอาทิตย์ที่ต้องส่งงานวันจันทร์ พอตื่นขึ้นมาเหลือบดูนาฬิกาน่าจะประมาณสายๆเกือบเที่ยงเพราะเมื่อคืนนี้ดูซีรี่ดึกไปหน่อย (แบบว่าให้กำลังใจตัวเองว่าหาแรงบันดาลใจในการออกแบบ)

    กว่าจะได้เวลาทำงานก็นั่นล่ะครับ เกือบเย็น นี่ยังไม่นับว่าอาจจะมีนัดกินข้าวเย็นกับที่บ้านเอาไว้ ถามว่าไปกินมั้ย ตอบได้เลยว่าไป ถามว่าในใจตอนนั้นเป็นอย่างไร ตอบว่าเอาเหอะน่า เดี๋ยวกินไว้เยอะๆคืนนี้จะได้มีแรงทำงานจนถึงเช้า ยังไงซะก็มีส่งล่ะน่า

    พอกลับมาที่บ้านกำลังจะเริ่มงาน ก็กินกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังสารพัดที่คิดว่าจะช่วยในการทำงานได้ครับ และถึงได้เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง แล้วมันก็เลยกลายเป็นประเพณีการอดนอนอย่างที่บอกอีกตามเคย

    ซึ่งนักศึกษาสถาปัตย์กับเรื่องของเครื่องดื่มเพื่อกระตุ้นการตื่นนอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร เพื่อนพี่บางคนกินเอ็มร้อย ชนิดที่เรียกว่าเป็นปกติเสมือนเครื่องดื่มธรรมดายังไงอย่างงั้น เชื่อมั้ยครับว่ากินจนร่างกายรับรู้ไปแล้วว่าเป็นสารของเหลวที่ไม่ต่างไปจากน้ำ

    เคยมีอยู่วันหนึ่ง พี่เห็นเพื่อนคนนั้นเค้ากินเครื่องดื่มชูกำลังนี่แหละ แล้วมันก็หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ ประมาณว่าคุยข่มเพื่อนๆไปเลยว่าคืนนี้จะทำงานจนเช้าแน่นอน เตรียมตัวงงกับงานที่จะมาอย่างมหัศจรรย์เลย พวกพี่ก็เริ่มทำงานกันไปตามปกติ เชื่อมั้ยครับว่าใช้เวลาไม่ถึงห้านาที หันไปอีกอีกที เพื่อนพี่คนนี้นั่งหลับคาเก้าอี้เขียนแบบเลย

    พอเพื่อนๆเข้าไปปลุกมันด้วยความหวังดีว่า “ไหนว่าจะกินแล้วมีพลังสามารถทำงานได้ทั้งคืนไง” เพื่อนพี่เข้าไปถาม


    “เฮ้ย …… กูไม่ได้หลับซักหน่อย กูซ้อมหลับเว้ย” มันตอบกลับมาแบบว่าอารมณ์เสียงแบบปนความหงุดหงิดมาด้วย


    พอลุกขึ้นมาบอกอย่างนี้ ก็แน่นอนล่ะครับ หลังจากนั้นก็ไม่มีเพื่อนคนไหนยุ่งกับมันเลย คำถามคือ มันทำอะไรต่อจากที่ลุกขึ้นมาโวยวาย คำตอบคือ หลับต่อครับ เอ้อ บอกว่าหลับต่อคงไม่ใช่ เรียกว่า “ซ้อมหลับ” ต่อจะดีกว่า

    พอถึงเช้า เพื่อนพี่คนนี้มันก็ลุกขึ้นมาโวยวายใหญ่เลยว่างานมันไม่เสร็จ เมื่อคืนนี้ เพื่อนๆเห็นมันนอนแล้วไม่ยอมปลุกมัน เพื่อนก็บอกว่า “ก็เห็นว่ามึงซ้อมหลับอยู่ไง” พวกเราตอบมันด้วยน้ำเสียงปนความฮาเล็กน้อย


    มีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กสถาปัตย์มักอดหลับอดนอนก็คือ

    “จบงานไม่ลง”


    อาการนี้พี่จะยกตัวอย่างนะครับ อาจจะเป็นเพราะลักษณะการทำงานของเรามันเป็นเรื่องของการออกแบบน่ะครับ มันไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือทั่วไป ที่เหมือนกับว่าอ่านจบบทแล้ว ก็ไปเรียนไปสอบ หรือว่าทำรายงานที่มันมีรูปลักษณ์ที่ตายตัวครับศาสตร์ของการออกแบบมันสามารถดิ้นของมันไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น การเกิดว่าเรายังรู้สึกว่ามันไม่ดีพอ มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวคนออกแบบว่าจะต้องการให้มันดีไปเรื่อยๆแค่ไหน


    พี่ขอแยกประเภทนี้ออกจากสถานการณ์ที่งานไม่เสร็จแล้วต้องเร่งทำงานจนไม่ได้นอนนะครับ แต่อันนี้คือ อยากใส่งานเพิ่มเติมเพื่อแสดงในส่วนของรายละเอียดมากขึ้น มันก็เลยมีงานมากขึ้น (เวลาส่งงานจำนวนปริมาณก็อาจจะมากกว่าชาวบ้านเค้าน่ะครับ) พี่มีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นมนุษย์ประเภทนี้ครับ เหมือนว่าถ้าเกิดว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ก่อนที่จะถึงกำหนดส่งงาน เค้าจะเต็มที่ เรียกได้ว่า ไม่หลับไม่นอน ยันสว่างกันเลย เพื่อที่จะได้งานที่ดีที่สุดจริงๆ

    พฤติกรรมประเภทนี้แน่นอนครับว่าถูกใจอาจารย์ แต่อาจจะไม่ถูกใจร่างกายของเราเท่าไหร่ การทำแบบนี้ จะทำให้น้องคนที่ขยันตัวเองตลอดเวลานั้นสามารถบอกคนทั่วไปได้ว่า เค้าเองเป็นคนที่มีความขยันอย่างสม่ำเสมอนะ ขนาดตั้งใจขนาดนี้ยังเป็นคนที่อดหลับอดนอนเลย ดูสิ!!! เห็นมั้ย ยังไง เรียนคณะนี้ก็ต้องอดนอนอยู่แล้ว

    ซึ่งพี่เองยอมรับครับว่า ช่วงเวลาแรกที่ได้เข้าไปเรียนคณะสถาปัตย์นั้น มีพฤติกรรมแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่เป็นได้ไม่นานครับ ไม่ใช่ว่าขยันจนล้าไปเองนะครับ แต่มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้พี่คิดขึ้นมาได้ว่า จริงๆแล้วเราควรจะเรียนยังไง ให้มันดี และเกิดคำที่เรียกว่า “สมดุล” ครับ

    วันนั้นเป็นวันที่อาจารย์ตรวจงานที่เราได้ทำกันมา เป็นโปรเจคใหญ่เลยของแต่ละคน ซึ่งพี่และเพื่อนๆได้งานคืนมาพร้อมกัน พร้อมกับตัวอักษรที่เขียนลงไปในงานของเรา ว่าเป็น A หรือ B หรือ C ต่างๆครับ (คะแนนนั่นเอง)

    ต้องบอกก่อนครับว่า ช่วงเวลาที่พี่เรียนสถาปัตย์นั้น ปีแรกๆพี่เช่าหอพักอยู่ และเพื่อนๆที่เรียนอยู่ด้วยกันก็จะเช่าห้องข้างๆติดๆกันไป เราเลยได้เห็นการทำงานของเพื่อนแต่ละคน (เพราะถ้าอยู่บ้าน ก็ไม่น่าจะได้เห็นพฤติกรรมขณะทำงานขนาดนี้) ช่วงเวลาเย็นเป็นต้นไป เราจะได้เห็นหลากหลายรูปแบบการทำงานของแต่ละคน บางคนเลือกที่จะนอนก่อน แล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงานจนถึงเวลาส่งเลย พฤติกรรมแบบนี้เรียกได้ว่าต้องเป็นคนที่ใจแข็งพอสมควรครับ เพราะมันจะน่ากลัวมาก ถ้าเกิดว่าเราไม่ตื่น!!!

    การทำงานใสลักษณะข้างบนที่พี่ว่านั้น โดยมากแล้ว พี่จะพบเห็นในเพื่อนผู้หญิงมากกว่าครับ เอาจริงๆเลยคือ แทบจะไม่มีเพื่อนผู้าชยคนไหนเลย ที่สามารถนอนก่อนแล้วตื่นขึ้นมาทำงานได้ เพราะเด็กสถาตย์ส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดอาการที่เรียกว่า “นอนยาก ตื่นยาก” เคยเป็นไหมครับ

    ช่วงเวลากลางวันที่อาจารย์สอนในห้องเรียน เรารู้สึกว่ามันล้า มันง่วงจริงๆ แต่พอกลับไปที่บ้าน ช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน แทนที่เราจะง่วง กลับตาสว่างใสแจ๋งเลย แล้วก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือ ช่วงเวลาลุกจากที่นอนเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเสมอ

    และอีกหนึ่งสาเหตุที่เด็กสถาปัตย์ไม่ค่อยกล้านอนก่อนแล้วค่อยตื่นมาทำงาน คือ เราไม่รู้เลยว่า งานที่เราออกแบบนั้นมันจะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการทำ แบบว่าบางชิ้นงานมันหลอกตาน่ะครับ บางทีเราคิดว่า เราสามารถทำงานนี้เสร็จได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว ถ้ามันไม่เสร็จล่ะ

    การตื่นมาทำตอนเช้า จะเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆของการทำงานทีเดียว ซึ่งถ้าเราไม่ใจแข็งพอที่จะตื่นขึ้นมาด้วยตัวเองหรือเป็นคนที่สามารถกำหนดเวลาทำงานของตัวเองได้อย่างแม่นยำ ก็จะไม่มีใครกล้าเท่าไหร่

    ส่วนบางคน เลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง แล้วก็เปิดเสียงเพลงดังๆไปเรื่อยๆ (ที่ไม่ต้องเครียดเรื่องของเสียงเพลงจะรบกวนชาวบ้านหรือเปล่า เพราะว่าห้องที่ขนาบข้างของเพื่อนคนนั้น เป็นห้องของเพื่อนๆสถาปัตย์ด้วยกัน

    พวกนี้จะไปนอนตายเอาช่วงเวลาเกือบเช้า โดยที่แต่ละคนจะมีเวลานอนที่ไม่ตรงกัน หลายคนอาจจะคิดว่าเปิดเพลงขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าเพื่อนที่อยู่ข้างห้องเกิดง่วงนอนและอยากนอนขึ้นมา เสียงของมันจะไม่ไปรบกวนหรือ?

    คำตอบคือ ไม่ครับ เพราะช่วงเวลาที่หลับนั้น คือ ช่วงเวลาที่แต่ละคนถึงจุดสูงสุดของร่างกาย และหลับได้สบายโดยที่ไม่ต้องกังวนว่าจะมีเสียงมารบกวนจากที่ใดก็ตาม


    และนี่คือวิธีการส่วนใหญ่ที่เด็กำสถาปัตย์ใช้ๆกัน มันให้ความปลอดภัยในความรู้สึกที่สุดแล้วครับ บางคนเลือกที่จำเสร็จงานตอนช่วงตี 1 บางคนเลือกที่จะเสร็จงานตอนตี 5

    พี่เองอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่พี่เห็นเหล่านี้ พี่เลยเอาเข้ามาเปรียบเทียบกับคะแนนที่เพื่อนที่เหล่านั้นได้กลับมากัน ว่าจริงๆแล้ว มันดูคุ้มค่ากับการที่อยู่ดึกและอดหลับอดนอนมากกว่าชาวบ้านเค้าหรือไม่


    และวันนั้น สิ่งที่พี่ได้เรียนรู้ความจริงเพิ่มอีกอย่างหนึ่งในชีวิตคือ “ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ยุติธรรม” การทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ อดหลับอดนอนของแต่ละคน ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เค้าเหล่านั้นจะได้คะแนนออกมาดีกว่าคนที่ตัดใจจบงานของตัวเองแล้วได้นอนตอนตี1 เสมอไป


    บางคนทำงานมาแทบตาย ตั้งเยอะเต็มไปหมด แต่ว่างานนั้น ไม่ได้ถูกใจอาจารย์คนที่ตรวจ คะแนนที่ออกมามันก็ไม่ได้ดีเลย สุดท้ายเราก็ได้แต่หันมามองหน้าว่า อะไรคือเกณฑ์ของการให้คะแนนของอาจารย์ ซึ่งจุดนี้เอง เราต้องเข้าใจครับว่า งานที่เราทำนั้น มันเป็นงานที่ต่างจากคณะอื่นที่อยู่ในเชิงวิชาการเค้าส่งกัน

    คณะอื่นเค้าอาจจะวัดกันจากข้อมูลความถูกต้อง แต่อันนี้นับตามอารมณ์ความสวยงามของคนที่ตรวจล้วนๆเลยครับ พี่ว่ามันก็คือความเป็นจริงเหมือนกันนะ เพราะอาจารย์ก็เหมือนกับลูกค้าคนหนึ่งในอนาคต หรือว่าเป็นคนที่เสพงานออกแบบของเรา งานออกแบบมันก็คือศิลปะอย่างหนึ่งครับ ซึ่งย่อมต้องมีทั้งคนที่พอใจและไม่ชอบมันบ้าง แต่ถ้าส่วนใหญ่ชอบก็โอเคแล้ว หรือว่าแม้คนทั้งโลกนี้ไม่ได้ชอบงานที่เราออกแบบ มีเพียงแค่คนเดียวที่ชอบเรา นั่นก็คือลูกค้าที่จ้างเราออกแบบ เท่านั้นก็พอแล้วครับ เพราะหัวใจของการออกแบบคือ การได้ออกแบบตรงตามใจและถูกใจกับคนที่ให้เราออกแบบที่สุด

    ดังนั้น อาจารย์เหมือนกับลูกค้าของเรา ซึ่งพี่เชื่อครับว่า ต่างอาจารย์คะแนนก็ต่างกัน การที่เราได้รับมอบหมายงานในช่วงเวลาที่เรียนนั้น มันเหมือนกับสนามซ้อมให้เราฝึกฝน การที่เราทำเต็มที่แล้ว และมันอาจจะไม่ได้คะแนนตามที่เราหัวงเอาไว้ นั่นไม่ได้หมายความว่างานของเราไม่ดี เพียงแว่าอาจจะมาไม่ได้ถูกถูกเวลาเท่าไหร่เท่านั้นเองครับ

    เพื่อนพี่บางคนทำงานตัดโมเดลอย่างหนักทั้งคืน แต่ช่วงเวลาที่อาจารย์เห็นแบบของเพื่อนที่แล้วเค้าตัดสินใจเลยว่าอาจารย์ไม่ชอบมันเลย เค้าดูโมเดลที่เพื่อนพี่คนนั้นใช้เวลาตัดมันทั้งคืนเพียงแค่ไม่ถึง 3 วินาทีด้วยซ้ำ จากนั้นก็ส่งมันคืนคนที่ออกแบบอย่างรวดเร็วแล้วบอกว่า ให้ไปทำใหม่

    มันเลยทำให้พี่คิดได้ว่า งานออกแบบกับช่วงเวลาที่ได้นั้นมีความสำคัญมาก “จังหวะ” ของชีวิตและช่วงเวลาในการออกแบบเป็นสิ่งสำคัญเสมอ เราต้องรักษาความสมดุลของการทำงานให้ได้ นี่คือสิ่งที่คณะนี้พยายามจะสอนเรา คือ “การทำงานที่มาก โดยเวลาที่จำกัด” เป็นการท้าทายว่าเราจะสามารถบริหารจัดการเรื่องของเวลานั้นได้ดีเพียงใด


    เพราะโลกของความเป็นจริงนั้น ลูกค้าไม่เคยให้เวลาเราทำงานได้อย่างที่ใจเราต้องการ เป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับคำว่าธุรกิจแล้ว ทำอย่างจะเร่งรีบ และเราต้องออกแบบให้ได้เสร็จตามเวลา และแน่นอนครับ เราจะมานั่งอดหลับอดนอนตลอดชีวิตอย่างนั้นไม่ได้ คนที่สามารถบริหารจัดการงานที่กองอยู่ตรงหน้าได้เก่งที่สุดเท่านั้น ถึงจะประสบความสำเร็จครับ


    จำได้ว่าช่วงเวลาเริ่มแรกที่พี่จบและทำงานเป็นออกแบบในช่วงแรกนั้น พี่นัดเพื่อนจองสนามบอลเเอาไว้ นานทีจะได้รวมกลุ่มกันไปเตะบอล วันนั้นนั่งทำงานอย่างสบายๆ แต่อยู่ดีๆ มีเมลเข้ามาถึงบริษัทบอกว่าเจ้าของคอนโดที่ออกแบบ อยู่ดีๆก็อยากเห็นรูปร่างหน้าตาคร่าวๆของสระว่ายน้ำเลย ทั้งที่กำหนดการส่งนั้นเป็นอีกสองวัน ไม่ใช่เช้าวันรุ่งขึ้น


    คำตอบของพี่คือ “ได้เลย จะส่งแบบร่างคร่าวๆให้ในวันพรุ่งนี้ครับ” พี่ตอบกลับเค้าไปในทันที
    และช่วงเวลานั้น มองนาฬิกาก็เกือบห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว หันมองหน้าต่าง “ฟ้ายามเย็นช่างแสนสวยอะไรอย่างนี้” เป็นการพูดปลอบตัวเองไปเบาๆ พยายามมโนในใจว่าบรรยากาศของที่ทำงานสวยกว่าที่สนามบอลเยอะเลย


    แต่อย่าคิดนะครับว่า ทุกอย่างจะจบเพียงแค่การตัดสินใจจะนั่งทำงานอยู่ที่ทำงานในเย็นวันนั้นเท่านั้น เพราะเหลือบดูนาฬิกาแล้ว เหลือเวลาอีกเพียง หกชั่วโมงจะเที่ยงคืน มันเป็นการตัดสินใจกับตัวเองว่า เราจะเลือกนั่งทำงานจากนี้ไปถึงเช้าเลย ซึ่งส่งงานเสร็จก็กลับไปนอน (เหมือนช่วงเวลาที่เรียนที่เด็กสถาปัตย์เค้าทำๆกัน)


    ถ้าทำอย่างนั้นก็คงได้ เพราะอาจจะหาข้ออ้างในการที่ว่าเราทำงานนี้จะถึงเช้าแล้วกลับไปนอนที่บ้านเจ้านายก็คงจะไม่ได้ว่าอะไรหรอก ถ้าเป็นตอนที่เรียนก็เหมือนกับว่าวันนั้นมีเรียนวิชาที่มีคาบเช้า เราก็จะโดดเรียนแล้วกลับบ้านไปนอน ส่วนนี่เป็นการทำงานจริง ตารางของงานที่จะต้องเกิดขึ้นในวันถัดไป อาจจะส่งผลถึงความเสียหายของบริษัทได้


    พอคิดได้ถึงตอนนี้แล้ว หลายคนอาจจะเลือกทุ่มไปเลย แล้วไม่ต้องนอนไปเลย จากนั้นเย็นนั้นค่อยกลับไปนอนให้มันเต็มที่เลย แต่อย่าลืมนะครับว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วเราต้องมานั่งแบบนี้ ชีวิตอาจะไม่ยืนยาวได้

    ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการบริหารและจัดการเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เหมือนกับช่วงที่เรียนน่ะครับ ถ้าเกิดว่าเราต้องส่งงานอาจารย์ในวันถัดไป ทั้งที่อาจารย์เพิ่งจะสั่งงานเรามาเมื่อตอนเย็นวันนั้นเลย เราจะมีวิธีจัดการกับมันยังไง


    2 เหตุการณ์นี้เหมือนกันเลย มันคือการฝึกจบงานให้ได้เท่าที่เราสามารถทำได้ครับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่คณะเกี่ยวกับการออกแบบพยายามที่จะบอกเรา แต่เค้าไม่สามารถบอกเราได้ด้วยคำพูดต่างๆนานา เพราะว่าแต่ละคนนั้นมีก็มีวิธีการสร้างผลงานที่ออกมาดีตามแบบฉบับของตัวเอง ทุกอย่างต้องเรียนรู้ และคิดออกมาเองให้ได้


    เราเรียนไปเพื่อไม่ใช่เพื่อเป็นนักออกแบบในสิง่ที่เราออกแบบเท่านั้น แต่เราต้องเป็นนักออกแบบชีวิต ออกแบบรูปแบบการทำงานให้เกิดความสมดุลในชีวิตให้ได้ด้วยครับ ทุกอย่างถึงจะออกมาดี
  • อยากถามตามนี้เลยค่ะ รบกวนด้วยนะคะ :D
    https://www.dek-d.com/board/view/3798333 [โดย : BOLONA วันที่ : 09-10-2017 ]
  • พี่ตอบในรายละเอียดเดียวกันนี้ ในข้อที่มีน้องถามมาต่อจากข้อนี้นะครับ ลองอ่านได้เลยครับ :)
  • อยากทราบจุดเด่นของสถาปัตย์ลาดกระบังค่ะว่ามีจุดเด่นตรงไหน แล้วมันเอื้อต่อการเรียนของเราแค่ไหนอ่ะคะ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะสมัครของที่ไหนดี แล้วถ้าตอนนี้อยู่ม.6มีพื้นฐานมาบ้าง อยากเรียนทำพอร์ต สามารถเรียนได้หรือเปล่าคะ หรือว่าต้องเรียนมาก่อนแล้วถึงสมัครทำพอร์ตได้ [โดย : ปภัสวี เพ็ชรพรหมศร วันที่ : 30-09-2017 ]
  • ถ้าจุดเด่นที่ชัดเลยของสถาปัตย์ลดากระบัง อาจจะเป็นเรื่องของ "โครงสร้าง" งานที่ทำเน้นการไปใช้งานได้จริงน่ะครับ เพราะตัวหลักสูตรจะเน้นไปที่แนวทางของการปฏิบัติการมากพอสมควร ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่ชอบเรื่องของการลุยๆ อึดๆ แบบว่าเต็มที่กับเรื่องของงานวาด งานลุย Presentation น้องน่าจะชอบที่นี่น่ะครับ

    ส่วนเรื่องของ Port หรือการมสมัครเรียน ถ้าเกิดว่าเราม6 แล้ว พี่แนะนำว่าลองเข้ามาที่สถาบันเพื่อเข้ามานั่งคุยก่อนได้ครับ ว่าจะวางแผนต่างๆยังไงดี แล้วค่อยว่ากันต่อไปครับ
  • ตอนนี้อยู่ม.ต้นค่ะ รู้ตัวแล้วว่าอยากเข้าสถาปัตย์ แต่ยังไม่แน่ใจค่ะว่าจะเลือกสาขาไหนดี มีคิดๆอยู่ระหว่างสถาปัตย์หลักกับภายในเลยอยากถามพี่ค่ะว่าควรใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจดี แล้วก็อยากให้พี่ช่วยอธิบายในส่วนของสาขาอื่นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ [โดย : Waranya วันที่ : 24-08-2017 ]
  • เรียกได้ว่าเป็นคำถามที่อยู่ในใจน้องหลายคนเลยครับ เพราะว่าเอาจริงๆนี่ก็เป็นปัญหาเดียวกับช่วงที่พี่กำลังจะต้องเลือกสาขาวิชาที่จะเรียนอยู่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะมันเหมือนกับว่า รักพี่เสียดายน้องน่ะครับ

    ช่วงนั้นถามรุ่นพี่หลายคน เขาก็ตอบมาแค่ว่าเรียนเน้นภายนอกกับภายในอะไรประมาณนั้น ซึ่งตัวเราเองก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นประมาณนั้น มันก็เลยมืดไปแปดด้านอยู่พอสมควร

    เอาเป็นว่าพี่จะบอกแบบเน้นๆไปที่ความต่างระหว่าง 2 ภาควิชานี้เลยละกันนะครับ ส่วนเรื่องของภาควิชาอื่นนั้น ละไว้ก่อนละกันครับ จะได้เน้นที่ตรงนี้ไปก่อน

    สาขา “สถาปัยกรรม” นั้นเป็นสาขาหลัก การเรียนก็อย่างที่บอกครับ เนื่องจากมีต้นกำเนิดมาจากความเป็นคณะวิศวกรรมอยู่เป็นพื้นฐาน ดังนั้น การเรียนจะเน้นไปที่การวางผังโดยรวมของอาคาร การวางห้องต่างๆ การเชื่อมต่อโดยมีหลักการความเป็นจริงเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ ทุกการวางเราจะต้องรู้ด้วยว่ากฎหมายนั้นเขาว่ากันอย่างไร มันจึงมีกฎเกณฑ์ของความเป็นจริงเข้าเกี่ยวข้องอยู่เยอะ

    รวมไปถึงพื้นที่แต่ละห้อง แต่ละส่วนที่ต้องเชื่อมต่อด้วยระบบไฟฟ้าและประปาต่างๆ มันเลยทำให้ต้องเรียนเกี่ยวกับพวกระบบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในอาคาร แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรถึงขั้นที่ต้องเรียนรู้งานระบบเหมือนพวกวิศวกรรมอะไรขนาดนั้นหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าเราเอามาเทียบกับสาขาสถาปัตยกรรมภายใน แน่นอนว่าความหนักของมันนั้นต่างกันอยู่มากเลยทีเดียว

    อีกเรื่องที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแน่ๆคือ

    “ความละเอียดในรายละเอียด”

    อย่างเป็นต้นว่า สาขาวิชาสถาปัตยกรรมนั้นจะเน้นที่ภาพรวมการเรียงต่อเพื่อเป็นพื้นที่มากกว่า แต่ส่วนของสาขาภายในนั้น เนื่องจากเนื้องานที่มีคือ มีพื้นที่มาตั้งต้นอยู่แล้ว ที่เหลือคือการเอาความคิดสร้างสรรค์จัดเรียงให้เกิดเป็นความแตกต่างเท่านั้นเอง

    และความแตกต่างบนความสวยงามของการออกแบบภายในนั้น มันก็ต้องเจาะลึกลงไปถึงขั้นการจัดวางแสงไฟประเภทไหน อย่างไรในห้องแต่ละห้องที่เราออกแบบเพื่อให้ได้อารมณ์ความรู้สึกในแบบที่เราต้องการ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกว่า ไม่ใช่ว่าเราเลือกแบบเหมือนๆกันเท่านั้น ทุกรายละเอียดเราอาจจะต้องเป็นคนที่คอยเดินดูว่าที่ไหนมีขายเก้าอี้แบบที่เราต้องการบ้าง หรือที่ไหนมีขายเตียงที่ตรงกับแบบโทนที่เราออกแบบไว้

    บางทีเก้าอี้อาจจะหาไม่ได้กับแบรนด์ดังๆของบ้านเรา แต่เราอาจจะหามันได้จากตลาดจตุจักรก็ได้ ในราคาที่ย่อมเยาและแตกต่างมากกว่า

    หรือบางทีอาจจะต้องลงรายละเอียดมากกว่านั้น เรียกได้ว่าแม้กระทั่งกรอบรูปที่วางอยู่ข้างหัวเตียง นักออกแบบภายในบางคนยังต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษเลย เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความเข้ากันของอารมณ์ภาพรวมของห้องที่เราออกแบบ

    ดังนั้น สาขาภายในจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในส่วนของความเป็นแฟชั่นหรือแทรนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมเยอะ เพราะว่าการออกแบบภายในนั้น มันไม่ใช่แค่ความสวยงามโดยรวมเท่านั้น มันยิ่งแข่งกันที่ตัวตนความสุขของคนที่อยู่จริงๆ

    ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่ชอบในส่วนของรายละเอียดของงานมากๆ บางที ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายในนั้นอาจจะเหมาะกับน้องกว่าภายนอกก็ได้ครับ แต่เอาเข้าจริงๆนะครับ การแตกสาขาย่อยเมื่อเราเรียนจบและทำงานนั้น ทั้ง 2 สาขาก็ยังเป็นสาขาที่มีการแตกย่อยเป็นอาชีพที่เยอะกว่าชาวบ้านเขามากอยู่ดี อันนี้ไม่ต้องซีเรียสครับ

    น้องอาจจะเลือกเรียนสาขาสถาปัตยกรรมหลักโดยที่ให้เหตุผลว่า น้องอยากที่จะออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอกได้ด้วย ส่วนภายในนั้น จริงๆแล้ว มันก็มีวิชายิบย่อยอยู่ในหลักสูตรของตัวหลักเองอยู่แล้วเกี่ยวกับการออกแบบภายใน โดยน้องก็อาจจะใช้สิ่งนี้เอามาเรียนรู้แล้วต่อยอดเอาเอง เพราะเข้าใจว่าเราคงไม่ได้เรียนละเอียดเท่ากับภาคภายในที่เขาเรียนกันจริงๆ

    แต่เราก็สามารถใช้ความชอบส่วนตัว หาทางเรียนรู้ได้นี่นา แถมเมื่อเรียนจบแล้วยังสามารถหางานได้ทั้งสองรูปแบบอีกด้วย ถ้าคิดอย่างนั้นก็สามารถเลือกเรียนภาคหลักได้อย่างไม่ต้องลังเลครับ

    ซึ่งพี่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นเรื่องยากมากเหมือนกันครับ ที่จะรู้ว่าเราชอบอะไรกันแน่ ถ้าเกิดว่าไม่ได้มีความแน่วแน่มาตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะเข้าเรียนภายในเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะพ่ายแพ้ให้กับความเป็นภาคหลักที่เน้นแบบว่า เลือกเรียนสายวิทย์ในช่วงมัธยมปลาย เพื่อที่เวลาเลือกจะสอบเข้าคณะไหนจะได้สอบได้ 100% แบบไม่มีเงื่อนไขของมหาลัยไหนมาจำกัดเลย

    พี่ว่าอันนี้ต้องใช้เวลาหน่อยน่ะครับ เราไม่สามารถตอบมันได้ทันทีหรอก แล้วดูจากระยะเวลาของน้องที่ตอนนี้อยู่แค่ชั้นมัธยมต้นเอง พี่ว่ายังมีเวลาอีกเยอะครับ ถ้าให้แนะนำเท่าที่ตอนนี้สามารถทำได้ พี่ก็อยากจะให้น้องเลือกเรียนสายวิทย์เอาไว้ก่อนน่ะครับ เพราะอย่างน้อยการสองของทั้ง 2 ภาควิชาถ้าเป็นสายวิทย์ ก็จะไม่มีมหาลัยไหนเอาเงื่อนไขมาเขี่ยเราออกจากการสอบเข้าได้ครับ
  • สวัสดีครับ ตอนนี้ผมเรียนอยู่ ม.5 เทอม 1 แล้ว เรียนอยู่สายวิทย์คณิต แต่ไม่ค่อยแข็งเรื่องฟิสิกส์กับเลขเท่าไหร่ครับ การวาดพวกคน รถ สถานที่ยังพอถูๆ ไถๆ ไปได้ณ ตอนนี้ เตรียมตัวทันไหมครับ [โดย : ธนพล สุริยะโชติตระกูล วันที่ : 08-08-2017 ]
  • ทันแน่นอนครับ

    ติวความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์- พฤศจิกายน 2560.
    ทั้งการสอบตรง,โควต้าและ PAT4
    เริ่มต้นเรียนทุกวันอาทิตย์
    เริ่มต้น วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. นี้

    โดยที่ตารางเรียนคอร์สพื้นฐาน
    ราคาคอร์สละ 3600 บาท ต่อการเรียน 36 ชั่วโมง
    (เรียนทุกๆวันอาทิตย์)
    ตาราง Basic Course ของ Course เดือนพฤษภาคม 2560.
    ครั้งที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 3 วันอาทิตย์ที่ 03 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 5 วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 6 วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00


    ซึ่งพอเรียนจบคอร์สดังกล่าวแล้ว น้องๆสามารถเลือกเรียน
    คอร์ส Advance ได้ต่อเนื่องเลยทันที ในวันและเวลาเดียวกัน
    โดยที่ราคาค่าเรียนเท่ากันคือ 3600 บาทต่อการเรียน 36ชั่วโมงครับ
    โดยชำระพร้อมกันทั้งห้อง
    ถ้าเกิดว่าขาดเรียนครั้งไหน สามารถหาวันลงชดเชยได้เพื่อตามเนื้อหาเพื่อนๆได้ทัน

    ทางเราจะรับจองเฉพาะน้องที่ชำระเงิน 3600 บาทแรกเท่านั้นครับ
    เพื่อเป็นการยืนยันว่า อยากเรียนจริงๆ เพราะที่นั่งเรามีจำกัด
    ส่วนวิธีการชำระเงิน
    มี 2 ทางครับ คือเดินมาชำระเงินสดที่สถาบันได้เลย หรือ
    โดยการโอนบัญชีทางธนาคาร
    บัญชีใดก็ได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาสำนักพหลโยธิน
    บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี : นายเอกรัตน์ วรินทรา และ นาย นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
    เลขที่บัญชี : 799-2-72551-2

    โดยกรณีที่ชำระเงินทางธนาคาร รบกวนถ่ายรูปใบเสร็จ
    หรือแคปหน้าจอ หลักฐานการโอนเงินเข้ามาที่ Line id: alepaint
    จากนั้นพิมพ์ ชื่อ นามสกุล พร้อมกับเบอร์โทรประกอบการจอง
    เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

    อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนที่นี่ใช้แค่ ดินสอ2B พร้อมกระดาษA4 ประมาณ20แผ่นครับ
    ส่วนเรื่องของสี หรือว่าอุปกรณ์ในการเรียนต่างๆที่มากกว่านั้น
    อันนี้เดี๋ยวเรียนๆไปแล้วพี่จะแนะนำให้ค่อยๆซื้อเป็นรายๆไปนะครับ
    เพราะจะได้ซื้อที่ตรงกับที่จะเรียนจริงๆครับ

    ขอบคุณครับ

    A Le Paint :)
  • ผมจะเปิดเทอมแล้ว เลยอยากถามว่า ส่วนใหญ่งานแรกๆที่อาจารย์ชอบสั่งจะเป็นแบบไหนครับ อยากรู้รายละเอียด [โดย : หมวกฟาง วันที่ : 05-08-2017 ]
page
of 68