Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21


{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์.jpg}
Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล 
บทความจาก TCDCconnect
โดย วิสาข์ สอตระกูล  

คำว่า Digital Manufacturing นั้นเป็นสิ่งที่โลกการออกแบบของเราพร่ำเพ้อและถกเถียงกันมาพักใหญ่แล้ว สมัยก่อนบางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่เทคนิคไฮโซ หรือ “ไอเดียว้าวๆ” ที่ทำงานออกแบบดูเจ๋งขึ้นคูลขึ้น แต่พอถึงทุกวันนี้หลายคนก็เริ่มจะเชื่อกันมากขึ้นว่าเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล หรือ Digital Manufacturing อาจจจะเป็นหนทางสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงของโลกการผลิตก็ได้  เพราะมันสามารถจะพลิกวิถีการออกแบบ การสร้างสรรค์ผลงาน  พลิกเกมธุรกิจ  และพลิกวิถีการทำงานของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ
 
Digital Manufacturing คืออะไร
 
ถ้าจะให้นิยามอย่างสั้นๆ การผลิตแบบ Digital Manufacturing ก็คือกระบวนการผลิตที่นำเอา “เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์” เข้ามามีบทบาทในระดับสูง  ส่งผลให้การผลิตสินค้ามีความเที่ยงตรงแม่นยำมากขึ้น (ทั้งในเชิงรูปแบบและจำนวน) และขยายขอบเขต “ความเป็นไปได้” ของการผลิตให้ก้าวไปไปสู่มิติใหม่ที่ไม่เคยปรากฏ  ในปัจจุบันระบบการผลิตเช่นนี้อาจมีชื่อเรียกหลากหลาย อาทิเช่น Direct Digital Manufacturing, Rapid Manufacturing, Instant Manufacturing, หรือ On-demand Manufacturing ฯลฯ ซึ่งเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตลักษณะนี้ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาสินค้าต้นแบบ (Prototype) และสินค้าตัวจริงได้อย่างง่ายดาย  รวมถึงสามารถวางแผนการผลิตได้เสร็จสรรพตั้งแต่ต้นจนจบ  แถมยังมีความพร้อมที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์หรือการผลิตส่วนไหนก็ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นด้วย 

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์2.jpg}
"การพัฒนาและผลิตสินค้าด้วยระบบ Digital Manufacturing ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้นในหลายหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เฟอร์นิเจอร์ บรรจุภัณฑ์ แฟชั่น การผลิตรถยนต์ การบิน การต่อเรือ ธุรกิจพลังงาน สินค้าไฮเทค ธุรกิจการแพทย์ การทหาร ฯลฯ "

Digital Fabrication : โอกาสใหม่...ใกล้ๆ ตัว
 
วันนี้เราจะขอยกตัวอย่างผลงานและเทคนิคใหม่ๆ ที่ถูกนำมาใช้กับการออกแบบ “สิ่งของในชีวิตประจำวัน” เพราะปัจจุบันก็มีนักออกแบบสร้างสรรค์หลายแขนงที่ได้นำเอาแนวคิดและเทคโนโลยีการผลิตในระบบดิจิตอล มาใช้จนเกิดเป็นรูปธรรมที่แปลกใหม่ขึ้นมากมาย อาทิเช่น
 
1. 3D Printing : เก้าอี้ใหม่จากซากพลาสติกเก่า
 
{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์3.jpg}
เก้าอี้โดยนักออกแบบ Dirk Vander Kooij ถือเป็นงานคราฟท์ยุคใหม่ที่ไม่ได้ทำขึ้นด้วยมือ  Dirk มองว่าเขาคือ “ช่างฝีมือแห่งศตวรรษที่ 21” ที่เลือกใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง “เครื่องพิมพ์สามมิติ” มาเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างสรรค์งาน  งานดีไซน์ของเขานั้นเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากเครื่องกลดิจิตอลที่ชื่อ “Furoc”  ซึ่งถูกดัดแปลงมาจากเครื่องจักรเก่าในโรงงานอุตสาหกรรม และนำมาตั้งโปรแกรมใหม่ให้กลายเป็น “เครื่องพิมพ์” ที่สามารถจะผลิตเฟอร์นิเจอร์ทั้งชิ้นขึ้นได้จากเศษพลาสติกรีไซเคิลได้ 

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์4.jpg}
เทคนิคการผลิตใหม่ด้วยสมองกลอย่าง Furoc นี้ ทำให้นักออกแบบสามารถ “ย่นระยะเวลาการผลิต” สินค้าไปได้เยอะมาก  Dirk Vander Kooij สามารถจะผลิตเก้าอี้ตัวหนึ่งเสร็จได้ภายใน 3 ชั่วโมง แต่ที่สำคัญที่สุดด้วยวิธีการผลิตนี้ Dirk สามารถจะปรับเปลี่ยนรายละเอียดของงานแต่ละชิ้นได้เรื่อยๆ แม้จะอยู่ในขั้นการผลิตแล้วก็ตาม (ต่างจากระบบการผลิตแบบ Injection Molding ที่ต้องหล่อแม่พิมพ์ขึ้นมาก่อนแล้วค่อยสั่งเดินเครื่องผลิตคราวละมากๆ ซึ่งนักออกแบบไม่สามารถจะโมดิฟายรายละเอียดของงานแต่ละชิ้นได้ในขั้นตอนนี้)

Endless by Dirk Vander Kooij at DMY Berlin from Dezeen on Vimeo.

 
 
คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่ากระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิตินี้ จะเปิดประตูให้นักออกแบบยุคใหม่สามารถ “ทำงานได้ไม่ต่างจากช่างฝีมือในอดีต” นั่นก็คือเราจะคอนโทรลผลงานแต่ละชิ้นได้อย่างเต็มที่ และสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ตลอดทั้งกระบวนการอย่างแท้จริง

2. Laser Cutting : ฉลุลายล้ำบนแผ่นสาหร่ายซูชิ

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์5.jpg}
แบรนด์สาหร่ายสัญชาติญี่ปุ่น Umino ร่วมกับเอเจนซี่โฆษณา I&S BBDO นำเสนอผลงานออกแบบ “แผ่นสาหร่ายฉลุลายกราฟิก” ในชื่อ “Design Nori” โดยแผ่นสาหร่ายสำหรับห่อซูชิรุ่นพิเศษนี้ ถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีดิจิตอลเลเซอร์คัท ทำให้เกิดลวดลายอันละเอียดอ่อนช้อยขึ้นบนแผ่นสาหร่ายได้ 
 
นอกจากนั้นเศษสาหร่ายที่เหลือทิ้งจากกระบวนการนี้ก็ไม่ได้ถูกทิ้งไปไหน มันยังนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อีก อาทิเช่น นำไปรีแพคเกจใหม่ขายเป็น “ผงท้อปปิ้งสาหร่าย” หรือนำไปอัดบดรวมกันอีกครั้งเพื่อเป็นผลิตเป็น “สาหร่ายแผ่น” แบบทั่วไป  ร้าน Umino เชื่อว่าการดีไซน์ใหม่ๆ เช่นนี้น่าจะช่วยให้คนญี่ปุ่นหันกลับมาบริโภคสาหร่ายกันมากขึ้น หลังจากที่อัตราการบริโภคโดยรวมลดลงไปมากในช่วงหลังเหตุการณ์สึนามิปี 2011

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์6.jpg}
3. Direct Making : ถักสานเส้นใยให้เป็นรองเท้าวิ่ง
 
{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์7.jpg}
แฟนๆ Nike คงทราบกันดีว่ารองเท้าวิ่งในซีรี่ย์ Flyknit ของ Nike นั้น ผลิตขึ้นด้วยเทคนิคการผลิตแบบใหม่ที่เรียกว่า “Micro-level Precision Engineering” โดยทีมนักออกแบบได้นำเส้นใยชนิดต่างๆ กันมาถักทอ “ขึ้นรูปเป็นรองเท้า” (ด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์) สามารถจะควบคุมดีเทลการผลิตทั้งหมดจนเสร็จสิ้นเป็นชิ้นส่วนด้านบนของรองเท้าได้ในขั้นตอนเดียว (ก่อนที่จะนำไปติดเข้ากับส่วนพื้น)  แน่นอนว่าเทคโนโลยีและโมเดลการผลิตแบบใหม่นี้ได้ช่วยให้ Nike ลดต้นทุนด้านแรงงานไปได้มาก แถมยังช่วยตัดตอนระบบการผลิต จนทำให้ธุรกิจเหลือ “กำไรต่อหน่วย” จากสินค้ามากขึ้นด้วย  

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์8.jpg}
ที่สำคัญเทคโนโลยี Micro-level Precision Engineering ยังเป็นการเปิดช่องให้ลูกค้าของ Nike สามารถโมดิฟายรองเท้าวิ่งของตนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะในด้านรูปลักษณ์หรือฟังก์ชั่นก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าต้องการรองเท้าวิ่งที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษในส่วนปลายเท้า ซอฟแวร์ดิจิตอลก็จะป้อนคำสั่งนี้เข้าสู่กระบวนการผลิต และเพิ่มเส้นใยไลคราชนิดพิเศษเข้าไปในเฉพาะในจุดนั้นๆ  หรือหากลูกค้าต้องการเพิ่มความแข็งแรงในบริเวณส้นเท้า ซอฟแวร์ก็จะสั่งให้เครื่องทอเพิ่มเลเยอร์ของเส้นใยเข้าไปได้ ฯลฯ ซึ่งในกระบวนการทั้งหมดนี้ คุณเชื่อหรือไม่ว่าเราจะไม่ต้องการแรงงานคนที่มาช่วยเย็บหรือติดกาวใดๆ เลย



นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ๆ  ในอนาคตโรงงานของ Nike อาจจะไม่ต้องย้ายฐานไปยังประเทศที่ค่าแรงถูกเสมอไปก็ได้ เพราะเมื่อรองเท้าหนึ่งคู่ไม่ได้มีชิ้นส่วนมากนัก โรงงานก็ไม่จำเป็นจะต้องจ้าง “คน” เยอะแยะเพื่อจะประกอบมันเข้าด้วยกัน  ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า Nike อาจจะดึงฐานการผลิตบางส่วนกลับมายังตลาดหลักของตนก็ได้ในอนาคต (เช่นในอเมริกาหรือยุโรป)  ทั้งนี้เพื่อจะให้สินค้าใหม่ๆ สามารถเดินทางไปถึงตลาดบริโภคได้เร็วทันใจยิ่งขึ้น

เวลาลด…ต้นทุนร่วง
 
ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะพอเดาได้แล้วว่า สินค้าที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ในระบบดิจิตอลนั้น โดยทั่วไปก็จะเสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้เร็วกว่าการผลิตแบบเก่ามาก เพราะขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต่างๆ (หรือเป็นแค่ส่วนเสริม) ได้ถูกตัดทิ้งออกไปเกือบหมด ซึ่งแน่นอนว่ามันก็จะส่งผลให้สินค้าของเราเดินทางไปถึงมือผู้บริโภคได้เร็วขึ้น (Travel-To-Market) และที่สำคัญ ทำให้ “ต้นทุนการผลิตโดยรวม” ลดลงไปได้แบบสวยๆ ด้วย

หลายๆ ธุรกิจในปัจจุบันพยายามใช้ประโยชน์จาก Digital Manufacturing ให้ครบทุกแง่มุม เริ่มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์  การวางแผนการผลิต  การจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (PLM) เรื่อยไปจนถึงเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตคนงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องลงทุนมหาศาลเสมอไป  มีโรงงานหลายแห่งที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลแค่ในระดับพื้นฐาน เช่น Software และ Interface ง่ายๆ เชื่อมโยงการทำงานส่วนต่างๆ เข้าหากันด้วยระบบอินเทอร์เน็ต  แค่นี้ก็เป็นบันไดลัดที่ทำให้พวกเขาสามารถทำงานดีขึ้น  วางแผนแม่นขึ้น  รวมถึงผลิตและแจกจ่ายสินค้าออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว

"จากรายงานล่าสุดของ CIMdata (บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ - PLM) เผยว่า องค์กรที่นำเทคโนโลยีในกลุ่ม Digital Manufacturing มาใช้ ล้วนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงใน 2 ด้าน หนึ่งคือด้านประสิทธิภาพการผลิตที่พัฒนาสูงขึ้น และสองคือเรื่องการลดความสูญเปล่าด้านทรัพยากร ซึ่งตรงนี้ก็รวมถึงการลดระยะเวลาการนำเสนอสินค้าสู่ท้องตลาด (Time To Market) ที่ลดลงไปได้ราว 30%, ลดเนื้องานในส่วนการวางแผนการผลิตไปได้อีก 40% ฯลฯ  ซึ่งโดยรวมแล้วก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงไปได้ถึง 13% (โดยเฉลี่ย) ในขณะที่ต้นทุนเฉพาะด้านอุปกรณ์และข้าวของเครื่องใช้นั้น จะลดลงไปได้ถึง 40% เลยทีเดียว"

Beyond New Products : เทคโนโลยีดิจิตอลกับ “ภาพรวมการผลิต”
 
โดยทั่วไปแล้ว องค์กรธุรกิจที่น้อมนำแนวคิดของ Digital Manufacturing มาใช้อย่างเต็มรูปแบบนั้น เขามักมีเป้าหมายสำคัญเพื่อที่จะวางแผน “ภาพรวมของการผลิต” เอาไว้ล่วงหน้า (เหมือนกับการได้ทำ Virtual Tour ของสายการผลิตไว้ก่อน) รวมถึงเพื่อจะหาลู่ทางในการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตด้วย  ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าโรงงานเล็กๆ แห่งหนึ่งสามารถจะระบุได้ก่อนว่า พวกเขาควรจะออกแบบพื้นที่ใช้สอยอย่างไรเพื่อให้เอื้อกับการทำงานในอนาคต  เพียงแค่นี้พวกเขาก็จะลดโอกาสเสี่ยงที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขอุปกรณ์ หรือกระทั่งต้องออกแบบสายการผลิตใหม่เมื่อเดินเครื่องไปแล้ว เป็นต้น 

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์9.jpg}
ซึ่งด้วยแอพพลิเคชั่นดิจิตอลที่มีมากมายในปัจจุบันนี้ (ทั้งในด้าน Visualization, Process planning, Factory modeling, Simulation, Collaboration) เจ้าของโรงงานเล็กๆ จะสามารถมองภาพล่วงหน้าได้ว่า พวกเขาจะต้องออกแบบกลยุทธ์การผลิตอย่างไร...ให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่เดิมได้มากที่สุด เพราะเหล่าเทคโนโลยีทั้งหลายนี่แหละคือ “กุญแจ” ที่ช่วยขจัดข้อผิดพลาดออกไปจากระบบการผลิตของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดจากการทำงานด้วยมือ (ที่บางทีก็ซ้ำซ้อนวกไปวนมา) หรือจากการทำงานบนกระดาษ (ที่คาดการณ์ยากและทดสอบไม่ได้) เพราะความไม่แน่นอนเหล่านี้ ท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรที่หมดเปลืองโดยใช่เหตุ  ไม่ว่าจะในเรื่องคนหรือพลังงานก็ตาม

"มันถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็ก กลาง ใหญ่ จะต้องเริ่มนำพาทรัพยากรทั้งหมดที่เขามีเข้าสู่ “ห้วงเวลาใหม่” ของศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง"

งาน คน เทคโนโลยี และวิถีดิจิตอล
 
ธุรกิจจำนวนมากได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า ฟังก์ชั่นหรือแอพพลิเคชั่นหลายๆ ตัวในระบบการผลิตแบบดิจิตอลนั้น (โดยเฉพาะจำพวกออนไลน์) จะเอื้อให้บุคลากรในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น และทำได้ดีในกรอบระยะเวลาที่สั้นลงด้วย  ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น  ในโครงการที่ดีไซเนอร์และวิศวกรของคุณต้องช่วยกันพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ Prototype หากดีไซเนอร์ของคุณยืนยันขอปรับแก้งานบางจุด  ซอฟท์แวร์ที่พวกเขาใช้เชื่อมโยงงานไว้ด้วยกัน รวมไปถึงเทคโนโลยีการสร้าง Rapid Prototyping ที่ง่ายดายรวดเร็ว ก็จะไม่ทำให้วิศวกรของคุณงงเป็นไก่ตาแตก หรือต้องมโนความเปลี่ยนแปลงนั้นเอาเองบนกระดาษ ฯลฯ   

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์10.jpg}
ในทางตรงกันข้าม Rapid Prototyping (ซึ่งทุกวันนี้เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้แพงหรือกินเวลามากมาย) กลับจะช่วยให้ทุกคนในทีมคิดประมวลผลใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และมองเห็นภาพเดียวกันอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำ (หรือคิดจะทำ) นั้นมันจะกระทบต่อผลิตภัณฑ์และ “ภาพรวมของการผลิต” อย่างไรบ้าง
   
{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์11.JPG}
ที่สำคัญ ต่อไปในอนาคตแรงงานฝ่ายสร้างสรรค์ของคุณ (เช่น ดีไซเนอร์ หรือ วิศวกร) จะไม่ต้องถูกจำกัดให้ทำงานภายใต้กฏของ “พื้นที่” หรือ “จำนวน” อีกต่อไป  พวกเขาอาจจะออกแบบสายการผลิตที่มีขนาดเล็กลงได้  ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้ รวมทั้งยังสามารถทดลองความเป็นไปได้ใหม่ๆ กับวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีข้อจำกัดที่น้อยลงมาก  อะไรที่เคยเป็นงานยากและกินเวลาเมื่อสองสามปีก่อน (เช่นการออกแบบไลน์การผลิต) ต่อไปก็จะทำเสร็จได้เร็วขึ้นมาก และเมื่อมนุษย์สามารถจะมองเห็น “ภาพรวมของอนาคต” ได้พร้อมกันแล้ว นั่นก็จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้น  ทำให้งานเสร็จลุล่วงได้เร็ว และมีความเป็นเอกภาพมากขึ้นด้วย
 
บางคนอาจจะคิดแง่ลบไปว่า “ถ้าเรานำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาใช้มาก แรงงานคนก็หมดความหมายน่ะสิ” บอกเลยว่านั่นไม่จะเป็นความจริงเสมอไป  เพราะหากเราลองมองให้รอบด้านแล้ว เทคโนโลยีดิจิตอลต่างๆ  กลับจะทำให้ “แรงงานมนุษย์” ทำงานได้ง่ายขึ้น ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้นเสียอีก  ลองคิดดูสิว่าที่ผ่านมามีโรงงานกี่สิบกี่ร้อยแห่งที่ต้องทุ่มเงินและเวลาในการแก้ไขปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้กับคนงาน (ทั้งๆ ที่เปิดสายการผลิตไปแล้ว) ปัญหาพวกนี้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความปวดหัว และทำให้องค์กรธุรกิจนั้นๆ ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรสารพัดรูปแบบ...แทนที่จะได้จัดสรรทรัพยากรชุดเดียวกันนี้ไปใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ในการเพิ่มศักยภาพการผลิต หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เท่าทันตลาดโลก
 
สุดท้ายนี้ ขออนุญาตปิดประเด็นกันด้วยตัวเลขสถิติกันอีกสักเล็กน้อย (เพราะรู้ว่าหลายๆ คนยังต้องอาศัยตัวเลขเป็นเครื่องยึดโยงความเชื่อ) จากผลการสำรวจล่าสุดของ CIMdata พวกเขาระบุชัดว่า องค์กรธุรกิจที่นำแนวคิดและเทคโนโลยีในระบบ Digital Manufacturing มาใช้อย่างจริงจังนั้น จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเลข ROI (ผลตอบแทนการลงทุน) ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนภายในช่วงเวลาหลักเดือน  หลายแห่งสร้างยอดรายได้เฉลี่ยได้เป็น 5 – 10 เท่าของเงินลงทุนตั้งต้น  ...เห็นตัวเลขความเปลี่ยนแปลงระดับนี้แล้ว หลายคนคงจะพอปลดล็อคความแคลงใจได้แล้วว่า แนวโน้มของ Digital Manufacturing นั้นคงจะไม่ใช่แค่ไอเดียสวยหรูที่ทำให้การผลิตดูทันสมัยขึ้น แต่มันจะก้าวมาเป็นหัวใจดวงใหม่ของทุกธุรกิจ...ที่ยังอยากมีที่ยืนอยู่ในสนามแข่งขันของอนาคต  

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์12.JPG}
เกร็ดคิดปิดท้าย : เหตุผลง่ายๆ 5 ข้อ ที่คุณควรประยุกต์เทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้กับการผลิต 
1) ยกระดับความสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ 
2) ลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร พลังงาน และเวลา  
3) สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคลากร (Team Collaboration) 
4) ลดการทำงานบนกระดาษ ลดขยะ ลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) 
5) เพิ่มศักยภาพการผลิต และ เพิ่มผลผลิต 

Quote of the Day

{#Digital Manufacturing วิถีแห่งศตวรรษที่ 21 กับเทคโนโลยีการผลิตดิจิตอล โดย วิสาข์ สอตระกูล ติวสถาปัตย์0.JPG}

Reference :
TCDCConnect