One Day I Pause & Forward

One Day I Pause & Forward

 

พื้นที่ทำงานแบบ Coworking Space จุดสร้าง 'สังคมของคนทำงานรุ่นใหม่' ที่รักอิสระและต้องการเป็นนายตัวเอง


{#Coworking Space01.jpg} 

 

การเริ่มต้นทำธุรกิจ มีรูปแบบและวิธีที่แตกต่างกันไปมากมาย เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น วิธีคิดก็เปลี่ยนไปตามยุค

การทำ 'สำนักงานให้เช่า' นั้นมีมานานแล้ว สร้างตึก แบ่งพื้นที่ ให้บริษัทต่างๆ มาเซ็นสัญญาเช่าตามเวลาที่ตกลงกัน คุ้นเคยในชื่อ Office Building หรืออาคารสำนักงาน

 

 

แต่ระยะห้าปีให้หลังมานี้ เกิดพื้นที่ทำงานรูปแบบใหม่ ให้บริการ 'พื้นที่ทำงาน' เช่นกัน แต่ให้บริการแบบรายชั่วโมงและรายบุคคล(หรือกลุ่ม) นั่งทำงานเป็นส่วนตัวก็จริง แต่ใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน เรียกธุรกิจบริการพื้นที่ทำงานแบบนี้ว่า Coworking Space ไม่เฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่ทำงานลักษณะนี้ทยอยเกิดขึ้น แต่ในจังหวัดใหญ่ๆ หลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ ก็กำลังเติบโต

 

 

การให้บริการพื้นที่ทำงานแบบ Coworking Space มีมานานแล้วในเมืองไทย แต่บริหารงานโดยบริษัทชาวต่างชาติซึ่งทำธุรกิจแนวนี้อยู่แล้ว เข้ามาลงทุนในลักษณะเช่าอาคารแล้วแบ่งเป็นออฟฟิศ นอย-ยิหวา อรรถเวทยวรวุฒิ หุ้นส่วนและผู้จัดการโครงการ One Day I Pause & Forward ซึ่งให้บริการทั้ง Coworking Space และที่พักประเภทโฮสเทล (Hostel) อยู่ในอาคารเดียวกัน กล่าว

{#Coworking Space02.jpg} 

 

 

"ไม่ได้มองเลยว่าโคเวิร์คกิ้งสเปซเป็นเทรนด์" คุณยิหวากล่าวและว่า "เป็นความบังเอิญที่ตรงกับเทรนด์ จังหวะได้ เราก็ดีใจ เมื่อเราทำเสร็จ ทุกคนก็เสร็จก็เหมือนกัน ส่วนตัวเวลาทำธุรกิจ นอยไม่มองว่าใครคือคู่แข่ง จะมองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คาเฟ่เกิดขึ้นเยอะ คือการช่วยให้ธุรกิจนั้นดีขึ้น เมื่อใดที่โคเวิร์คกิ้งสเปซเกิดขึ้นเยอะ แปลว่าธุรกิจนั้นกำลังดี คนไม่สามารถอยู่ที่ที่หนึ่งได้ทุกครั้ง มันจะช่วยกัน เกื้อหนุนกัน แม้อยู่ใกล้ๆ กันก็ตาม โรงแรมก็เช่นกัน"

 

 

จุดเริ่มต้นของ One Day I Pause & Forward

 

โครงการประกอบด้วยหุ้นส่วนหลายกลุ่ม ประมาณ 20 คน ประกอบด้วยกลุ่มที่เป็นนักลงทุนและกลุ่มที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญงานในสายที่เกี่ยวกับโครงการนี้อยู่แล้ว คือ ร้านอาหาร Fatbird, บริษัทออกแบบ Begray, ร้านกาแฟ Casa Lapin, ร้านดอกไม้ Wallflowers และคุณยิหวา ซึ่งทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์และร้านกาแฟ

{#Coworking Space03.jpg} 

 

 

"พี่ที่เป็นดีไซเนอร์ที่เรามาทำด้วยกัน เป็นคนออกแบบร้านให้นอย ถามว่าอยากมาทำอะไรด้วยกันไหม นอยทำอสังหาฯ อยู่แล้ว(อพาร์ตเมนต์) ถ้าจะทำอะไร คงอยากทำสิ่งที่เป็นที่พักอาศัย ในลักษณะโรงแรมเล็กๆ และมีออฟฟิศให้เช่า เราเริ่มด้วยชื่อบริษัท เวคอัพ แอนด์ ลีฟ (wake up and live) ใช้คอนเซปต์ที่ว่า ตื่นนอนแล้วใช้ชีวิตได้เลย อยากให้คนใช้ชีวิตได้ในที่ที่เดียว นั่นคือกินแล้วพักผ่อน ทำงาน เป็นสามอย่างที่สัมพันธ์กับชีวิต" คุณยิหวา เล่า

 

 

การพูดคุยชักชวนกันทำโครงการนี้เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2556 พร้อมๆ กับออกหาสถานที่ และเซ็นสัญญากับเจ้าของสถานที่ในเดือนพฤศจิกายน จากนั้นจึงเริ่มวางเลย์เอาท์ หาบริษัทจัดหาสินค้าและบริการ งานระบบ และลงมือก่อสร้างในเดือนธันวาคม โครงการเสร็จเป็นรูปเป็นร่างและเปิดให้บริการได้ในเดือนกรกฎาคม 2557

 

 

"เราเคารพในการทำงานซึ่งกันและกัน สิ่งที่ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน คือเราชอบซึ่งกันและกันก่อน ไว้ใจในความคิดของแต่ละคน ซึ่งเชื่อว่าต้องออกมาดี เราประชุมทุกอาทิตย์ ยิ่งนับหนึ่งแล้วต้องไม่พลาดประชุมทุกอาทิตย์ ไม่งั้นจะทำให้ช้าไปจากที่กำหนด แต่เราก็ควบคุมได้ดี แม้มีช้าออกไปบ้าง แต่โครงการขนาดนี้ใช้เวลาเจ็ดเดือน ถ้าไม่ใช่เพราะทุกคน ไม่เกิดแน่" คุณยิหวา กล่าว

{#Coworking Space04.jpg} 

 

 

บุคลิกและความต่าง

 

One Day I Pause & Forward ตั้งอยู่ภายในอาคารโกดังซึ่งร้างมานานกว่า 20 ปีในซอยสุขุมวิท 26 เดิมใช้เป็นโกดังเก็บอุปกรณ์และเครื่องมือไฟฟ้า 'แบล็ค แอนด์ เดคเกอร์' เป็นโกดังขนาด 2 ชั้น แต่มีความสูงเหมือน 3 ชั้น รวมพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร

 

 

ครึ่งหนึ่งของตัวโกดังด้านหลัง ชั้นล่างเป็นพื้นที่โคเวิร์คกิ้ง สเปซ ออกแบบตกแต่งแนว ลอฟท์ ด้วยงาน เหล็ก ไม้ และ อิฐ โดยเก็บความงามของสิ่งปลูกสร้างในอดีตไว้บางส่วน โดยเฉพาะ 'เสา' ที่มีรูปทรงเฉพาะและงานเพดานที่มีความงามแบบโกดังคลาสสิก

 

 

"ฝ้า เพดานและโครงสร้างเสา ไม่ได้เปลี่ยนหรือทำใหม่เลย ทาสีอย่างเดียว แต่ผนังรื้อหมด ก่ออิฐใหม่" คุณยิหวา เล่า

พื้นที่ใช้สอยแบ่งเป็นที่นั่งทำงาน (individual desk) 21 ที่นั่ง ออฟฟิศขนาด 6-8 คน (Mini Office) จำนวน 2 ห้อง ห้องประชุมขนาด 10-12 คน จำนวน 2 ห้อง และมีพื้นที่รวมสำหรับนั่งพักผ่อนและมุมหนังสือที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อให้แรงบันดาลใจและพักสายตาโดยเพาะ

{#Coworking Space05.jpg} 

 

 

พื้นที่นั่งทำงานส่วนตัวให้บริการที่ราคา 350 บาทต่อวัน (08.00-22.00 น.) มีล็อกเกอร์ฝากของหากต้องการออกไปธุระข้างนอกแล้วจะกลับมาใหม่, มินิออฟฟิศ 42,000 บาท/เดือน, ห้องประชุม มีให้เลือกหลายแพ็คเกจ เช่น 3 ชั่วโมง 3,500 บาท/1-10 คน พร้อมบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็น

 

 

ชั้นสองของโกดังดัดแปลงและตกแต่งเป็นที่พักแบบโฮสเทล จำนวน 31 ห้อง รวม 190 ยูนิต ลักษณะการเช่าเหมือนโรงแรม คือเป็นรายวัน ความแตกต่างคือมีความเป็น หอพัก (Dorm) ผสมอยู่ด้วย

ลักษณะห้องพักแบ่งเป็นห้องส่วนตัว (นอน 2 คน) จำนวน 9 ห้อง ในจำนวนนี้มี 4 ห้องที่มีห้องน้ำในตัว อีกห้าห้องที่เหลือใช้ห้องน้ำรวมซึ่งแยกชาย-หญิง

 

 

ห้องพักอีกกลุ่มมีลักษณะของ 'หอพัก' คือห้องสำหรับพักรวมกันหลายคน ประกอบด้วยห้องพักแบบพัก 4 คน มีจำนวน 12 ห้อง, ห้องพักแบบ 6 คน มีจำนวน 9 ห้อง(มี 2 ห้องจัดไว้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น), ห้องพักแบบ 8 คน จำนวน 1 ห้อง ค่าบริการ 650 บาทสุทธิ/เตียง ห้องพักประเภทนี้ต้องใช้บริการห้องน้ำรวม

{#Coworking Space06.jpg} 

 

 

"ปกติดโฮสเทลในกรุงเทพฯ มองหาแบ็คแพ็คเกอร์ แต่นอยมองว่าบางครั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เรียนปริญญาโท อยากทำงานวิทยานิพนธ์ด้วยกัน ก็เช่าห้องพักอยู่ด้วยกัน บางทีไปนอนบ้านเพื่อนไม่สะดวก ก็สามารถมานอนที่นี่ แล้วก็ลงมาทำงานด้วยกันได้ ถ้าไม่อยากเสียเงิน ก็นั่งทำที่คาเฟ่ หรือใช้โต๊ะยาวในห้องครัวนั่งทำงานกัน เราอยากต้อนรับลูกค้าที่มานอนโฮสเทลซึ่งเป็นคนไทยด้วย" คุณยิหวา กล่าว

 

 

หากนั่งทำงานแล้วเหนื่อย ล้า เบื่อ พื้นที่อีกครึ่งหนึ่งของตัวโกดังด้านหน้าเป็นที่ตั้งของ คาซ่า ลาแปง (Casa Lapin x26) ร้านกาแฟชื่อดังที่ครองใจนักชิม ให้บริการทั้งอาหารเช้าและอาหารมื้อต่างๆ เช่น เอ้กเบเนดิกต์ สปาเกตตี สลัด สเต็ก พอร์คชอป โดยเฉพาะ 'กาแฟคุณภาพ' หลากหลายวิธีชงที่ให้บริการโดยบาริสต้า และกำลังจะเพิ่มเมนูอาหารไทย ก็สามารถลุกขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศได้โดยไม่ต้องเดินทางเปลี่ยนสถานที่

 

 

นอกจากนี้ยังมีร้านดอกไม้ Wallflowers สร้างเสน่ห์ ความสดชื่นและความโดดเด่นให้กับโครงการได้มาก

 

 

 

กลุ่มผู้ใช้โคเวิร์คกิ้ง สเปซ

 

พื้นที่ลักษณะนี้ไม่เพียงแต่เป็น 'พื้นที่ทำงาน' แต่ยังสร้าง สังคมของคนทำงานรุ่นใหม่เกิดแนวคิดใหม่ ธุรกิจใหม่ จากการร่วมมือของผู้มาใช้บริการ

 

 

คุณยิหวาเล่าให้ฟังว่า กลุ่มคนซึ่งมาใช้บริการเท่าที่ผ่านมา คือ คนทำงานอิสระไม่รับเงินเดือนประจำ (Freelancer), ดีไซเนอร์ โปรดักชั่นเฮาส์ เว็บดีไซเนอร์ และกลุ่มคนที่ต้องการมาหาเพื่อนจากในนี้

"บางคนเป็นที่ปรึกษา เขาบอกว่ามาในนี้มักเจอลูกค้าที่ทำงานเหมือนๆ กัน และสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และลูกค้ากันได้ คนซึ่งมาใช้สถานที่ส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์ คือคนที่เข้าใจว่าโลกของเทคโนโลยีคืออะไร เขาสามารถเข้าถึงได้"

 

 

โดยเฉพาะ คนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดเกี่ยวกับงานอาชีพที่เปลี่ยนไป คือลูกค้าอีกกลุ่มที่นิยมใช้พื้นที่ทำงานลักษณะนี้

 

 

"คนรุ่นใหม่เริ่มมีความคิดไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบการเป็น 'พนักงานประจำ' กันแล้ว อยากเป็นนายตัวเอง ไม่ต้องการถูกบังคับให้ทำงาน อยากมีอิสระในการทำงาน จึงเริ่มหันมาทำงานฟรีแลนซ์กันมากขึ้น เนื่องจากได้ทำงานได้หลายที่ มีรายรับได้หลายทาง เช่นทำงานเป็นโปรเจค หนังโฆษณา งานอีเวนต์ที่รับโจทย์ลูกค้าแล้วเลือกใช้ครีเอทีฟที่เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ก็มาใช้โคเวิร์คกิ้ง สเปซ" คุณยิหวา กล่าวและว่า "ขณะนี้บริษัทหลายแห่งต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย พยายามให้พนักงานทำงานที่บ้าน ซึ่งจริงๆ ทำไม่ได้ เพราะบ้านคือที่นอน ส่วนหนึ่งก็มานั่งทำงานที่โคเวิร์คกิ้ง สเปซ"

 

 

เชื่อมโยงเครือข่ายต่างประเทศ

 

ธุรกิจโฮสเทลมีกระจายอยู่ทั่วโลก เช่น โอลด์สไตล์โฮสเทล โฮสเทลราคาประหยัด แผนธุรกิจต่อไปที่คุณยิหวาวางไว้คือ ติดต่อกับโฮสเทลระดับเดียวกับ One Day I Pause & Forward คือ 'ดีไซน์โฮสเทล' ซึ่งมีมากมายโดยเฉพาะฝั่งยุโรป สแกนดิเนเวีย เอเชีย ชักชวนเป็นกลุ่มสังคมเดียวกัน แลกข้อมูลเพื่อแนะนำลูกค้าซึ่งกันและกัน

 

 

สิงคโปร์กำลังให้ความสนใจกับธุรกิจ 'โคเวิร์คกิ้ง สเปซ' คุณยิหวาเล่าว่า กลุ่มธุรกิจในประเทศสิงคโปร์จัดอบรมธุรกิจประเภทนี้ และเชิญให้เข้าร่วมอบรมก่อนที่โครงการ One Day I Pause & Forward จะเสร็จสมบูรณ์ล่วงหน้าถึงสองเดือน

 

 

"สิงคโปร์เร็วมาก เชิญมาตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว รวมคนทำโคเวิร์คกิ้ง สเปซทั้งหมดในกรุงเทพฯ คิดว่าเขาเชิญไปเพราะอยากรู้ว่าเราทำยังไง แต่เราก็อยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไรให้เราฟังบ้าง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คนทำโคเวิร์คกิ้ง สเปซทั้งหมดมาเจอกัน แล้วเราจะได้รู้ว่าเราจะได้ช่วยกันอย่างไร ถ้าเขาเปิดใจกัน เพราะจะกลายเป็นกลุ่มสังคมซึ่งสามารถทำงานร่วมกันได้"

 

 

ภาพ : เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร

BangkokBiznews