Taliesin West ในปี 2011

{#Taliesin West01.jpg}

Taliesin West ในปี 2011

 

ถ้าพูดถึงสถาปนิกผู้ที่มีอิทธิพลต่อวงการสถาปัตยกรรมของโลกในศตวรรษที่แล้วมากที่สุด Frank Lloyd Wright คงเป็นหนึ่งในชื่อแรก ที่ผู้คนนึกถึงกัน บางท่านถึงกับยกย่องว่าเขาเป็นบิดาแห่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เลยทีเดียว ในสมัยนั้นเขาได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ให้วงการสถาปัตยกรรมได้ตื่นตาตื่นใจเสมอผลงานชิ้นสำคัญของเขา ก็อย่างเช่น บ้านน้ำตก หรือ Fallingwater ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างยื่นออกไปอยู่เหนือน้ำตกและห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ ของป่าเขา Guggenheim Museum ที่นิวยอร์ค ซึ่งแหวกแนวในการชมงานศิลปะด้วยการนำผู้ชมขึ้นลิฟท์ ไปสู่ชั้นบนสุดก่อน แล้วค่อยๆเดินลงทางลาดมาเรื่อย เพื่อชมงานศิลปะ และในวันนี้ผมจะพาไปชมผลงาน ชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่งของเขา ซึ่งก็คือ Taliesin West นั่นเองครับ เรามาดูกันว่างานสถาปัตยกรรมที่มีอายุกว่า 70 ปี วันนี้มีสภาพเป็นอย่างไร และตอบสนองต่อการใช้งานในยุคปัจจุบันนี้ได้ดีแค่ไหน

 

{#Taliesin West02.jpg}

มุมมองจากทางด้านหน้า



 

 

Taliesin West นั้นอยู่ท่ามกลางทะเลทรายของเมือง Scottsdale รัฐ Arizona สหรัฐอเมริกา บางท่านอาจจะสงสัยว่า สถาปนิกเอกของโลกนั้นทำไมถึงเลือกมาอยู่ในทะเลทราย ไม่ลำบาก กันดารแย่หรือ จริง แล้ว Frank Lloyd Wright เขาเคยอยู่ที่รัฐ Wisconsin ที่อยู่ไปบริเวณเหนือ ของอเมริกามาก่อน ซึ่งอากาศบริเวณนั้นหน้าหนาวนั้นหนาวมาก  ช่วงหลัง  Wright เขาสุขภาพไม่ค่อยดี หมอประจำตัวของเขาจึงแนะนำให้เขาย้ายไปอยู่ในเขตที่อบอุ่นขึ้น ในช่วงฤดูหนาว นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เขาเลือกมาอยู่ที่ Arizona นี้ แต่ในช่วงฤดูร้อนที่ Arizona ก็ร้อนเอาการเช่นกัน เขาก็จะย้ายกลับไปอยู่ที่ Wisconsin อย่างเดิม

     นอกจาก Taliesin West จะบ้านของ Frank Lloyd Wright แล้ว ที่นี่ยังเป็นทั้งออฟฟิศของเขา และเป็นโรงเรียน สอนสถาปัตยกรรมอีกด้วย (Frank Lloyd Wright School of Architecture) ในปัจจุบันนี้ที่ ผู้คนหันมา ให้ความสนใจกับ Green Architecture หรือ สถาปัตยกรรมยั่งยืนกันเป็นอย่างมาก แต่ Wright เขาคำนึงถึง เรื่องนี้เป็นหลักตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว โดยเขาเรียกแนวทางของเขาว่า Organic Architecture หรือสถาปัตยกรรม ที่เน้นในเรื่องของความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างตัวสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติที่อยู่รอบ โดยที่ Taliesin West ก็สะท้อนหลักการนี้ออกมาอย่างเห็นได้ชัด

 

{#Taliesin West03.jpg}

ส่วนสตูดิโอ

 

 


{#Taliesin West04.jpg}

หน้าต่างสูง (clerestory) ซึ่ง Wright มักนำมาใช้ในงานออกแบบของเขา
และหลังคาที่ทำจากวัสดุโปร่งแสง



 

เริ่มจากการเข้าถึงตัวอาคารจะต้องผ่านถนนคดเคี้ยวก่อนเป็นระยะหนึ่ง ถึงจะค่อย เปิดให้เห็นตัวอาคารทีละนิด ซึ่งอาคารที่นี่นั้นจะเกาะกันเป็นกลุ่ม ความสูงแค่หนึ่งถึงสองชั้น โดยภาพรวมของกลุ่มอาคารทั้งหมดนั้น Wright เขาออกจะเน้นเส้นแนวนอนของอาคาร เพื่อให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ ของทะเลทรายโดยรอบ กลุ่มอาคารนั้นประกอบไปด้วยตัวอาคารหลักที่จะแบ่งออกเป็นสองส่วน ซึ่งส่วนแรกใช้งานเป็นส่วนสตูดิโอ ออฟฟิศ ห้องครัว ห้องทานอาหารรวม ส่วนที่สองนั้นเป็นห้องรับแขก นั่งเล่นและห้องนอนของ Wright ส่วนกลุ่มอาคารสนับสนุนที่อยู่รอบ นั้นก็มี Visitor Center, ห้องประชุม, โรงละคร Cabaret Theater และบ้านรับรองแขกผู้มาเยือน เป็นต้น สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่เห็นได้ชัดของ Taliesin West ที่แตกต่างจากงานอื่น ของ Wright ที่เขาเคยออกแบบมา คือ ผนังและหลังคาของงานนี้ เนื่องจากด้วยงบประมาณที่จำกัดของเขาในสมัยนั้น Wright จึงต้องเลือกใช้วัสดุที่ประหยัดที่สุด และวัสดุที่ว่านั้นก็ไม่ได้หาจากที่ไหนไกล เขาก็เลือกเอาก้อนหินที่อยู่ในบริเวณทะเลทรายแถว นั้นมาผสมกับคอนกรีตใช้เป็นวัสดุหลัก ของผนัง และเป็นโครงสร้างของอาคารไปในตัว โดยผนังนั้นจะเอียงสอบเข้าเล็กน้อย นอกจากจะช่วยให้โครงสร้างมั่นคงขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดความรู้สึกกลมกลืนกับแนวเขาที่อยู่ด้านหลังอาคารมากขึ้นด้วย และแรงงานที่ใช้ในการก่อสร้างก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ให้นักเรียนในโรงเรียนตัวเองช่วยก่อสร้างให้ ทำให้เขาประหยัดทั้งค่าวัสดุ ค่าขนส่ง และค่าแรงงานไปได้เยอะเลยทีเดียว

 

{#Taliesin West05.jpg}

หินก้อนใหญ่ บนบันไดนั้นเป็นหินที่เก็บมาจากบริเวณนี้และมีรอยสลักงานศิลปะของอินเดียแดงอยู่

 

 

 

ส่วนหลังคาในหลาย ส่วนของที่นี่นั้น แต่เดิม Wright ได้ออกแบบให้เป็นหลังคาผ้าใบ ซึ่งข้อดีของมันก็คือพื้นที่ที่อยู่ด้านล่างนั้นจะได้รับแสงธรรมชาติที่ถูกกรองผ่านผ้าใบลงมา ทำให้แสงเกิดความนุ่มนวล ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับส่วนสตูดิโอ เพราะว่าตอนเขียนแบบนั้นจะแทบจะไม่มีเงาของมือ ตกลงบนโต๊ะเขียนแบบเลย ตอนแรกนั้นหลาย ส่วนของ Taliesin West นั้นเป็นอาคารที่เปิดโล่งหมด แต่ภายหลังภรรยาของ Wright บอกว่าถ้าไม่ติดผนังกระจกเขาจะไม่มาอยู่ที่นี่ ต่อมา Wright จึงต้องทำตามใจภรรยา โดยการติดตั้งผนังกระจกและระบบปรับอากาศ



{#Taliesin West06.jpg}

สระน้ำรูปสามเหลี่ยมด้านหน้าสตูดิโอ

 


{#Taliesin West07.jpg}

Breeze Way

 

 

แต่ด้วยเวลาผ่านไปหลังคาที่เป็นผ้าใบนั้นดูแลรักษายาก อีกทั้งยังไม่มีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนกัน ความร้อนความเย็นเท่าไรนัก เขาจึงเปลี่ยนมาใช้เป็นวัสดุสังเคราะห์และฉนวนกันความร้อนที่มีลักษณะโปร่งแสงแทน ซึ่งก็ยังให้บรรยากาศภายในคล้าย กับหลังคาผ้าใบ อย่างไรก็ตามวันที่ผมเข้าไปเยี่ยมชม ในส่วนสตูดิโอนั้นเป็นช่วงหน้าร้อนและเขาก็ไม่ได้เปิดแอร์ข้างใน อากาศภายในนั้นค่อนข้างจะร้อนพอสมควรทีเดียว แต่ยังเห็นสถาปนิกเขายังนั่งทำงานกันได้อย่างไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะว่าชินก็ได้ ลักษณะเด่นอีกอย่างของสถาปัตยกรรมของ Wright คือเขามักจะออกแบบให้มีช่องแสงระหว่างหลังคา กับผนังหรือที่เรียกว่า clerestory เพื่อนำแสงธรรมชาติเข้ามาสู่ภายในอาคารให้มากที่สุดแต่ไม่นำแดดหรือความร้อน เข้ามามากเกินไป และยังช่วยให้ดูเหมือนหลังคานั้นลอยอยู่เหนืออาคารอีกด้วย

 

{#Taliesin West08.jpg}

ประตูเข้าสู่ส่วนห้องนั่งเล่นรับแขกของ Wright

 

 

เนื่องจากในช่วงหน้าร้อนของที่นี่อากาศนั้นจะร้อนมาก Wright เขาได้อาศัยเรื่องทิศทางลมและภูเขาด้านหลัง มาช่วยในการออกแบบ space ที่เขาเรียกว่า "breeze way"  ซึ่งเป็นช่องโล่งอยู่ระหว่างห้องทานอาหารรวมกับ ห้องนั่งเล่นของเขา โดยลมจะผ่านเข้าช่องนี้ไปกระทบกับภูเขาด้านหลัง และไหลย้อนกลับผ่านเข้ามาอีก ไป กลับ อย่างนี้ตลอดทั้งวัน ทำให้บริเวณนี้ค่อนข้างที่จะเย็นสบายกว่าส่วนอื่น ในช่วงหน้าร้อน อีกทั้ง Wright ยังได้ออกแบบสระน้ำและน้ำพุไว้ในบริเวณต่าง โดยเขาได้ทาสีพื้นสระให้เป็นสีฟ้าอ่อน ซึ่งดูแล้วเป็นเหมือนโอเอซิสท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง ช่วยให้บรรยากาศดูเย็นตาขึ้นมากทีเดียว

     ใกล้ กับ breeze way นั้นจะเป็นทางเดินเข้าไปสู่ส่วนห้องนั่งเล่น รับแขกส่วนตัวของ Wright หรือที่เขาเรียกว่า "Garden Room" ซึ่งตรงโถงทางเข้านี้เขาได้ใช้เทคนิคในการออกแบบที่เขาชอบคือ การบีบพื้นที่ตรงบริเวณนี้ให้แคบ มีเพดานที่ต่ำและมืด เพื่อที่จะเปิดโล่งในพื้นที่กว้างเพดานสูงและสว่างในส่วนห้องนั่งเล่น ทำให้เกิด ความประหลาดใจของผู้มาเยือนใน space สองส่วนที่ตัดกันอย่างรุนแรง ใน Garden Room นี้จะมีลักษณะหลังคาคล้าย ส่วนสตูดิโอ แต่ผนังด้านหนึ่งจะเป็นกระจกซึ่งเปิดโล่งสู่สวนที่เป็นคอร์ทภายใน ห้องนอนของเขาซึ่งอยู่ใกล้ กับห้องนั่งเล่นค่อนข้างจะเรียบง่าย ผนังด้านที่หันเข้าสู่คอร์ทนั้น จะไม่มีส่วนที่เป็นผนังทึบเลย แต่จะเป็นประตูบานกระจกซึ่งเปิดออกให้ space ภายนอกไหลเข้ามาสู่ภายใน ได้อย่างเต็มที่ เสียดายที่เขาไม่ให้ถ่ายรูปเนื่องจากติดเรื่องลิขสิทธิ์ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจจะดูรูปในส่วนนี้สามารถดูได้ที่เว็บ wikipediaที่ลิ้งค์นี้  http://en.wikipedia.org/wiki/File:TaliesinWest06_gobeirne.jpg

 

{#Taliesin West09.jpg}

ภายในคอร์ทตรงห้องนอนของ Wright

 

 


{#Taliesin West10.jpg}

สระน้ำช่วยสร้างความสดชื่นให้กับบรรยากาศภายใน



 

 

สีหลัก ที่ Wright ใช้ในงานนี้คือสีแดงที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์เฉพาะตัวของเขาที่มีชื่อว่า "Taliesin Red" ซึ่งเขาก็ได้ใช้สีนี้ในหลาย งานก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นบ้านเก่าเขาที่ Wisconsin และบ้านน้ำตก สีแดงที่ออกน้ำตาลหน่อยๆนี้นั้นเข้ากับสภาพแวดล้อมของทะเลทรายและโทนสีของหินบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดี ในแง่ขององค์ประกอบบางส่วนของอาคารนั้น จะเห็นได้ว่า Wright ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของชาวอินเดียแดง ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นของบริเวณนี้มาก่อน อย่างเช่นเสากระโดงที่ติดประดับอยู่บนบางส่วนของอาคารนั้น ดูแล้วทำให้นึกถึงเสากระโดงเต็นท์ของอินเดียแดง เป็นต้น

 

{#Taliesin West11.jpg}

ภายในห้องประชุม

 

 

{#Taliesin West12.jpg}

ห้องทานอาหารรวม


{#Taliesin West13.jpg}

ทางเดินริมห้องทานอาหาร


{#Taliesin West14.jpg}

หอระฆัง



{#Taliesin West15.jpg}

ทางเดินด้านหน้าส่วนสตูดิโอ




 

อีกส่วนที่น่าสนใจของ Taliesin West คือส่วนที่เรียกว่า Cabaret Theater ซึ่งเป็นห้องที่เขาใช้ใน การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์และการแสดงดนตรีประจำเดือน ห้องนี้ Wright เขาอยากให้บรรยากาศออกมาเหมือนกับ อยู่ในถ้ำ เขาจึงระเบิดที่ในบริเวณที่ไม่ไกลจากส่วนสตูดิโอมากเพื่อที่จะกึ่ง ฝังห้องนี้ลงไปในพื้นซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นหินเสียมากกว่าดิน ถึงแม้ว่าวัสดุทั้งผนังและฝ้าจะเป็นคอนกรีตเปลือยและหินหมด แต่ด้วยการออกแบบผนังที่เอียง และรูปทรงของห้อง ช่วยให้ระบบอคูสติกของห้องนี้อยู่ในระดับที่ดีทีเดียว และไม่มีปัญหาเสียงก้องแต่อย่างใด Wright เขาต้องการที่จะซ่อนเปียโนไว้ในหลืบของผนัง แต่ติดปัญหาที่ว่าหลืบนั้นจะกันเสียงไม่ให้เสียงเปียโนดังเท่าที่ควร เขาแก้ปัญหาโดยการใช้พื้นเวทีเป็นไม้ เป็นเหมือนกล่องขนาดใหญ่ที่รับการสั่นสะเทือนจากเปียโนและช่วยขยายเสียงไปในตัว โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าช่วยเลย

 

{#Taliesin West16.jpg}

บรรยากาศภายในสตูดิโอของ Taliesin Architects

 



{#Taliesin West18.jpg}

ลานด้านหน้า Cabaret Theater



{#Taliesin West19.jpg}

โรงละคร/หอประชุม

 


{#Taliesin West20.jpg}

Cabaret Theater



{#Taliesin West21.jpg}

หลืบที่ไว้วางเปียโน



 

Taliesin West ในวันนี้เป็นเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ที่มีการใช้งานอยู่จริง สถาปนิกบริษัท Taliesin Architects ก็ยังคงทำงานออกแบบในบริเวณสตูดิโอ ภายใต้หลักการ Organic Architecture ที่วางไว้โดย Wright มาถึงปัจจุบัน นักเรียนของโรงเรียนที่นี่ก็ได้รับการเรียนรู้แบบที่เรียกว่า "Learning by Doing" คือเรียนจากการปฏิบัติงานจริงกับสถาปนิกที่นี่เลย และต้องอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติโดยการเข้าไปกางเต้นท์นอนอยู่ในทะเลทราย ถึงแม้เวลาผ่านไปกว่า 70 ปี ด้วยการอนุรักษ์เป็นอย่างดี อาคารต่าง ของที่นี่ก็ยังตอบสนองการใช้งานในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดีในหลาย ส่วน ถึงแม้ว่าหลังคาโปร่งแสงอาจจะไม่ค่อยเป็นผลดีในแง่การประหยัดค่าไฟฟ้าในการทำความเย็นเท่าไรนัก แต่ด้วยความที่เป็นอาคารอนุรักษ์ เขาจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก แต่ถ้ามองในเรื่องของคุณภาพของ space ภายนอกและภายใน การเลือกใช้วัสดุ และความกลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบนั้น สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ยืนยันถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ภายในตัวของ Frank Lloyd Wright ได้อย่างเต็มเปี่ยม

 

{#Taliesin West22.jpg}

รายละเอีียดทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้นึกถึงสถาปัตยกรรมของชาวอินเดียแดง

 

 


{#Taliesin West23.jpg}

ประติมากรรมมังกรพ่นไฟในสวน



{#Taliesin West24.jpg}

บรรยากาศภายในห้องพักรับรองแขก



{#Taliesin West25.jpg}

Visitor Center





 

 

 

 

แนะนำผู้เขียน

คุณต่อพงษ์ เอื้อประยูรวงศ์, AIA, LEED AP

สถ . . จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย , M . Sc . Arch. ,  University of  Michigan , Ann Arbor