Interactive Wooden Mirror by Daniel Rozin


                  Interactive Wooden Mirror ที่จะปรับเปลี่ยนสะท้อนภาพไปตามการเคลอื่นไหวของเรา ด้วยวัสดุไม้ Interactive Installation Art ในทุกวันนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สักเท่าไหร่ที่จะเห็น แต่ Daiel Rozin เลือกที่จะใช้ไม้ ซึ่งทำให้งานของเขาดูมีพลังมากขึ้น มากกว่าการใช้แค่ Digital Tools ปกติ สร้างให้เกิดเสน่ห์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยแสดงภาพสะท้อนของเราในรูปแบบของ Pixel ไม้แต่ชิ้นเล็กๆที่รวมกัน 830 ชิ้นเป็นภาพใหญ่ โดยภาพจะถูกแปลงเป็น Maintosh และแปลงไปสู่วิดีโอ 830-byte โดย Mac จะกำหนดให้มอเตอร์ของชิ้นไม้แต่ละอันให้สะท้อนความเข้มอ่อน ผลลัพธ์ คือ เราจะเห็น





Daniel Rozin, 2003






Credit : Daniel Rozin 

คำคม ค้ม คมในวันนี้


"พอ ‘ถึงจุด’ ที่สามารถทิ้ง
อาการกระเสือกกระสนเอาเข้าตัว 
ธรรมชาติของใจคือจะเกิดความรู้สึก ‘พอ’ 
และความพอ 
ความ ‘ไม่อยากเอาเพิ่ม’ นั่นแหละ 
คือความรู้สึกของเศรษฐีที่แท้จริง!"
รูปภาพ : เขาเล่าว่า… ‘ความทุกข์ของเศรษฐี’ 
• คนรวยมากๆนั้น
ถ้าเราตัดสินด้วยตาเปล่า 
จะรู้สึกเหมือนพวกเขา ‘มี’ ทุกอย่าง 
เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะอยากมี 
: ไม่ว่าจะเป็นรถคันยาว คฤหาสน์หลังโต 
หรือกระทั่งเกียรติยศและอิทธิพล 
ที่มากพอจะเปลี่ยนอะไรในวงกว้าง 
ภายในชั่ววันเดียวที่พวกเขาต้องการ 
––––––––––––––––
• แต่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาล่ะ? 
: ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ 
แล้วก็เคยพบตัวจริงมา 
สะท้อนให้เห็นว่า
ในส่วนลึกยัง ‘รู้สึกขาด’ 
––––––––––––––––
เท่าที่ผมรวบรวมแบบแปลกๆไว้ ก็เช่น... 
๑) บางคนขาดความรู้สึก ‘ปลอดภัย’ 
วันๆต้องเปลี่ยนเส้นทางเข้าออกจากที่ทำงาน 
เพราะกลัวพี่น้องด้วยกันจะส่งมือปืนมายิง 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
๒) บางคนขาดความรู้สึกว่า ‘ตัวเองมีค่า’ 
เพราะเจอแต่ลูกน้องคนสนิทที่ปั้นมากับมือ 
แย่งเก้าอี้ แย่งอำนาจ 
หรือรวมหัวกันด่าทอในห้องประชุม 
และน่าเศร้าที่หลายคนในนั้น
กระเด็นจากบัลลังก์จนได้ 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
๓) บางคนขาดความรู้สึกว่า ‘มีครอบครัว’ 
แม้จะมีลูกเมีย 
• รายหนึ่ง แบ่งสมบัติให้ลูกไปเกือบหมด 
ของตัวเองเหลือพอทำธุรกิจได้ต่อไป 
แต่วันดีคืนดีธุรกิจเกิดปัญหา ใกล้ล้มละลาย 
เขาเรียกลูกชายหญิงสามคน มาขอเงินบางส่วนคืน 
เพื่อจะเอาไปประทังหนี้ ที่ต้องจ่ายเดี๋ยวนั้น 
…แต่ลูกทั้งสามปฏิเสธ!!...
: และบอกว่า…
“มันเป็นปัญหาของพ่อ 
พ่อก่อปัญหาแล้ว
ไม่ควรทำให้พวกเราเดือดร้อน!!” 
• เขามึนงง!? 
และไม่เชื่อหูตัวเอง 
แต่จากนั้นสองปี 
เขาก็กู้วิกฤตได้ด้วยตนเอง 
• ทว่า... เมื่อมีใครถามถึงลูกๆของเขา 
เขาจะทำหน้าเฉยชา 
นัยน์ตาว่างเปล่า 
และถามกลับว่า…
…“ลูกไหน? ผมไม่เคยมีลูก!!”…
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
๔) บางคนขาดความรู้สึกว่าตัวเอง ‘มี’ 
เพราะถ้ามีจริง 
ทำไมถึงรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลย 
• บางคนต้องวิ่งไป ‘ขอ’ ความสุข 
ขอความรู้สึกว่า ‘มี’ 
จากใครบางคน 
ที่ดูภายนอกเหมือน ‘ไม่มี’ 
ในสายตาคนทั่วไป 
: ซึ่งก็ได้แก่ พระสงฆ์องค์เจ้า 
ผู้สละเรือน สละสมบัติ 
สละกรรมสิทธิ์ทุกอย่างทางโลก 
: เหลือเพียงผ้าพันกาย กันอุจาด 
กับที่อยู่อาศัย ซึ่งชาวบ้านลงขันกัน
สร้างเป็นของกลางของสงฆ์ 
และอาหารแต่ละมื้อ
ที่ชาวบ้านใส่บาตรให้ตามกำลัง 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• คนที่มีอะไรทุกอย่าง 
แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรสักอย่าง 
ต้องเร่ขอ ‘ความมี’  ไปทั่วทุกทิศ 
: กับคนที่ไม่มีอะไรสักอย่าง 
แต่กลับรู้สึกว่ามีครบทุกอย่าง 
แถมเป็นฝ่ายแจกความมี
ให้กับใครต่อใครที่เข้ามาหา 
: สะท้อนให้เห็นว่า
คนเรามีหรือไม่มี 
ไม่ใช่เรื่องของการครอบครองวัตถุภายนอก 
แต่เป็นเรื่องของการครอบครอง ‘สมบัติภายใน’ 
• ถ้าใครเข้าใจ 
และสามารถเข้าถึงได้ 
ก็ย่อมเป็นคน ‘มั่งมี’ ที่ฉายชัดออกมา 
ให้คนอื่นรู้สึกอยาก ‘ขอแบ่ง’ บ้าง 
––––––––––––––––
‘ความมั่งมี’ หรือ ‘ทรัพย์อันเป็นภายใน’ เป็นอย่างไร? 
• พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธนสูตรที่ ๒ 
ใจความสรุปว่า
ท่านถือเหล่า ‘อริยเจ้า’ 
เป็นพวกที่มีทรัพย์จริง 
: ไม่อาจเรียกว่ายากจนเลย 
เพราะเป็นของ ‘ติดตัว’ 
เป็นของ ‘ทำลายไม่ได้’
 
: สะสมแล้ว
ไม่อาจเป็นผู้มีใจแห้ง 
และเป็น ‘เครื่องยืนยัน’ 
อย่างเป็นแก่นสาร
ว่าชีวิตของพวกท่าน ‘คุ้มค่า’ แล้ว 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• ทรัพย์อันเป็นภายในดังกล่าวนี้ 
แม้เหล่าอริยเจ้าก็มีไม่เท่ากัน 
มากบ้างน้อยบ้าง
ตามบารมีที่สั่งสมมา 
: และแม้ยังเป็น ‘ปุถุชน’ 
ก็อาจมีทรัพย์เช่นเดียวกันนี้ได้ 
เพียงแต่อาจจะ ‘ไม่คงทนถาวร’ 
เหมือนเหล่าอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมแล้ว 
เที่ยงที่จะถึงนิพพานแน่แล้ว 
มีอัธยาศัยในการสละมายาลวงตาแน่แล้ว 
––––––––––––––––
มาฟังที่พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับ ‘ทรัพย์ภายใน’ กันครับ 
๑) ศรัทธา 
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศรัทธา 
: คือ ‘เชื่อ’ พระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต 
ว่าด้วยการบำเพ็ญเพียรโดยชอบ 
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น 
จึงเป็นพระอรหันต์ 
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง 
เป็นผู้ตื่นแล้ว 
เป็นผู้จำแนกธรรม 
: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือศรัทธา’
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..  
๒) ศีล 
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ 
เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ 
เป็นผู้เว้นขาดจากการผิดประเวณี 
เป็นผู้เว้นขาดจากการโป้ปด 
และเป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท 
: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือศีล’ 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..  
๓) ความละอายต่อบาป 
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
เป็นผู้มีความละอาย 
: คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต 
ละอายต่อการแปดเปื้อนด้วยอกุศลธรรมอันลามก 
: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือหิริ’ 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
๔) ความสะดุ้งกลัวต่อบาป 
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว 
: คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต 
สะดุ้งกลัวต่อการแปดเปื้อนด้วยอกุศลธรรมอันลามก 
: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือโอตตัปปะ’ 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
๕) ความรู้อันเป็นสัทธรรม 
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
: เป็นผู้ ‘ทรงจำ’ ความรู้อันเป็นสัมมาทิฏฐิไว้มาก 
: ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ 
: แทงตลอดโดยดี ด้วยความเข้าใจในธรรมทั้งหลาย 
อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด 
: แสดงการ ‘ประพฤติธรรม’ ได้ตลอดสาย 
: ทั้งในส่วนของ ‘ศัพท์แสง’ 
และ ‘ความเข้าใจ’ 
บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง 
: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือสุตะ’ 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
๖) น้ำใจ 
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
เป็นผู้มีใจปราศจากความตระหนี่
อันเป็นมลทิน 
: สละได้แม้การครองเรือน 
มีอาการปล่อยแล้ว 
มีฝ่ามืออันชุ่มด้วยความยินดีในการสละ 
ควรแก่การขอ 
: ปลาบปลื้มในทาน
และการจำแนกทาน 
: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือจาคะ’ 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
๗) ปัญญา 
• ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ 
เป็นผู้มีปัญญา 
: คือ ประกอบด้วยปัญญา
ที่กำหนดความเกิดและความดับ 
เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส 
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ 
: นี้เรียกว่า ‘ทรัพย์คือปัญญา’ 
––––––––––––––––
• ข้าวของภายนอก 
จะบอกว่าคุณรวยหรือจนไม่สำคัญ 
: ถ้ามี ‘อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการ’ นี้ 
พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้เลยว่า
จะรู้สึก ‘ไม่จน’ 
––––––––––––––––
ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นง่าย 
• นั่นคือถ้าคุณเป็น ‘ผู้มีศีล’ 
คุณย่อมไม่เพ่งเล็งอยากได้ของใคร
ด้วยอาการแห่งขโมย 
: ตราบใดไม่เป็นขโมย 
ตราบนั้นคุณย่อมไม่รู้สึกว่า
ตัวเองยากจน กระทั่งสิ้นท่า 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
• และถ้าคุณเป็น ‘นักให้ทาน’
ชอบสละออก 
: คุณย่อมรู้สึกว่าตนเอง 
‘มีพอ’ จะให้
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
 
: และในระดับของพระ 
ที่ใจถึงขนาดสละเรือนได้แล้ว 
แน่พอจะยกทรัพย์ทั้งหมดของตน
ให้คนอื่นได้แล้ว 
จะมีอะไรอีกเล่าที่ให้ไม่ได้? 
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
: พอ ‘ถึงจุด’ ที่สามารถทิ้ง
อาการกระเสือกกระสนเอาเข้าตัว 
ธรรมชาติของใจคือจะเกิดความรู้สึก ‘พอ’ 
และความพอ 
ความ ‘ไม่อยากเอาเพิ่ม’ นั่นแหละ 
คือความรู้สึกของเศรษฐีที่แท้จริง!
––––––––––––––––
Cr. ดังตฤณ
นิตยสารธรรมใกล้ตัว ฉบับ มิถุนายน ๕๒
http://www.dharmamag.com
––––––––––––––––
ดังตฤณ
https://www.facebook.com/Dungtrin
––––––––––––––––
ดังตฤณแฟนคลับ
https://www.facebook.com/DungtrinFanClub
(Posted by the 2nd Admin : Pan Ch)